6 วิธี “นวดตัวเอง” แก้ปวดคอจากการตกหมอน
6 วิธี “นวดตัวเอง” แก้ปวดคอจากการตกหมอน/หมอหลินตันเฉียน
คอลัมน์…มหัศจรรย์นวดแผนจีนทุยหนา
โดย…หมอหลินตันเฉียน
ดังที่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับาวะปวดคอจากการตกหมอน รวมทั้งวิธีการนวดทุยหนา 8 ขั้นตอนเพื่อรักษาผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวไปแล้วนั้น ในสัปดาห์นี้ จึงอยากจะมาแนะนำวิธีการ “นวดตัวเอง” แบบง่ายๆ 6 วิธีเพื่อนำกลับไปใช้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีอาการปวดคอไม่มากมายอะไรนัก
เรียกว่าเป็น “ของแถม” ที่ไม่อาจพลาดด้วยประการทั้งปวง
เมื่อท่านมีปัญหาปวดคอจากการตกหมอน ให้ เริ่มต้น ด้วยการใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูไปมาที่บริเวณต้นคอจนกระทั่งเกิดความรู้สึกร้อน เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อต้นคอ และทำให้การไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิาพมากขึ้น
จากนั้นวิธีที่สอง ประสานมือเข้าหากันที่บริเวณต้นคอ แล้วขยับแขนทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อบีบฝ่ามือไปตรงจุดต่างๆ ที่มีปัญหา จะเป็นตรงกลางหรือด้านข้างก็สุดแล้วแต่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ บีบและคลายออกต่อเนื่องเป็นระยะๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว วิธีการแบบนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เฉพาะเมื่อมีปัญหาปวดคอแต่อย่างใด หากแต่สามารถใช้วิธีนี้นวดเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำทุกวันก็ได้
วิธีที่สาม เป็นการกดจุดสำคัญที่บริเวณท้ายทอย โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้กดลงไปที่ “จุดฟงฉือ” ที่อยู่สองข้างของต้นคอ ซึ่งจุดนี้สังเกตง่ายๆ คือจะอยู่ตรงบริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างศีรษะกับต้นคอด้านบน กดแล้วผ่อน กดแล้วผ่อนต่อเนื่องประมาณสัก 1 นาที
อย่างไรก็ตามนอกจากจุดฟงฉือแล้ว ยังสามารถใช้นิ้วมือกดลงไปตรงจุดที่มีปัญหาหรือจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเราได้อีกด้วยโดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
วิธีที่สี่ ให้ใช้มือขวาไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย นวดไปตรงเส้นที่เชื่อมต่อจากลำคอต่อเนื่องมาถึงหัวไหล่ ใช้แรงบีบลงไป เสร็จแล้วให้ใช้มือซ้ายไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ขวา นวดสลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก
วิธีที่ห้า ใช้ฝ่ามือถูต้นคอเพื่อให้เกิดความอุ่นร้อนอีกครั้ง ซึ่งถ้าจะให้ดีก็สามารถทายาหม่องสมุนไพรลงไปด้วยก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยบำบัดอาการปวดคอแล้ว ยังสามารถลดการระคายเคืองจากการนวดได้อีกด้วย
และสุดท้าย วิธีที่หก ใช้หัวแม่มือกดที่ “จุดลั่วเจิ่ง” ซึ่งอยู่ตรงร่องกลางของต้นคอจากนั้นให้หมุนคอเป็นวงกลมจากซ้ายไปขวา โดยเมื่อกดลงไปแล้วจะรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้น แต่ถ้ากดแล้วเจ็บก็ต้องผ่อนแรงลงมา
เป็นไงครับ […]
คนแก่ กินกาแฟเยอะ ความจำดี
คุณมักจะแนะนำให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านลดปริมาณการกินกาแฟลงหรือเปล่า? ถ้าใช่ คุณอาจจะต้องคิดใหม่ในเรื่องกาแฟกับคนแก่แล้วสิครับ มีผลการศึกษาล่าสุดจากฝรั่งเศสพบว่า ผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่ดืมกาแฟอย่างน้อยวันละ 3 แก้วจะมีความจำดีกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่าหรือไม่ดื่มเลย
“คาเฟอีนมีคุณสมบัติบางอย่าง ที่ช่วยลดอาการความทรงจำถดถอยในผู้หญิง” คำกล่าวของคุณ Karen Ritchie เจ้าของรายงานฉบับดังกล่าว, การทดสอบกระทำกับผู้ร่วมทดสอบ 7,000 คนตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความจำด้วย ไม่ว่าจะเป็น อายุ, การศีกษา, สาพจิตใจ, การใช้ยา รวมถึงโรคประจำตัว พบว่าผู้หญิงที่มีประวัติดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวันมีอาการความจำถดถอยน้อยกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า หรือไม่ดื่มเลย โดยผลการศึกษายังพบว่ามันจะมีผลดีสำหรับคนที่อายุมากกว่าด้วย โดยคนที่อายุ 65 มีโอกาสสูญเสียความจำน้อยกว่าคนทั่วไป (ที่บริโคน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน) ถึง 30% และเพิ่มเป็น 70% ในคนอายุเกิน 80
อย่างไรก็ตาม อย่าพึ่งไปเริ่มรับประทานกาแฟกันเอาเป็นเอาตายนะครับ เพราะเจ้าของบทความเขาขอไปศึกษาให้ชัดเจนเรื่องผลของคาเฟอีนต่อสมองให้ชัดเจนก่อนที่จะยืนยันผล และผลที่ได้คือสถิติที่ผ่านมาเท่านั้นเองครับ ปกติทานกาแฟใส่น้ำตาลหรือนมข้นหวานกันบ้างหรือเปล่าครับ ของพวกนี้อาจจะเป็นอันตรายจริงๆ ที่มากับกาแฟหนึ่งแก้วที่ท่านดื่มก็เป็นได้
ที่มา - Scientific American
Submitted by ZooRider
http://www.blognone.com/node/5482
Thai […]
สารกึ่งตัวนำอินทรีย์ ช่วยแพทย์ติดตามโรคหัวใจ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Arkansas ได้พัฒนาเซ็นเซอร์ชีวาพ ซึ่งมีลักษณะเป็นสารกึ่งตัวนำ ที่มีชื่อว่า Pentacene (สารอินทรีย์ไฮโดรคาร์บอน) โดยสารนี้จะสามารถฝังตัวลงไปกับเส้นใยผ้าได้หรือเคลือบตัวเครื่องสัญญาณแบบไร้สาย สมัยก่อนอุณหูมิร่างกายจะถูกติดตามโดยเครื่องทรานซิสเตอร์แบบฟิมส์บาง และอัตราการหายใจต้องใช้เกจวัดอัตรากายหายใจ แต่อนาคตเทคโนโลยีของสารกึ่งตัวนำอินทรีย์นี้จะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมนี้ไป
สารกึ่งตัวนำอินทรียืนี้จะทำหน้าที่เป็นผิวเซ็นเซอ์ชีวาพ ซึ่งเมื่อหายใจ หรืออุณหูมิร่างกายสูงขึ้น เซ็นเซอร์มีการเปลี่ยนแปลงทางกลไกซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนสรีระของร่างกาย ทำให้การต้านทานกระแสไฟฟ้าของสารอินทรีย์ในสารกึ่งตัวนำนี้มีการเปลี่ยนแปลง ส่งสัญญาณออกไปได้
ทางผู้พัฒนาหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจได้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลหรือติดตามการเต้นของหัวใจตลอดเวลา โดยเซ็นเซอร์นี้จะไม่ทำให้เกิดความรำคาญและสามารถเก็บข้อมูลได้ตลอดเวลา แถมยังสามารถให้แพทย์ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีปัญหา
ที่มา - ScienceDaily.com, EnGadget.com
Submitted by molecularck
http://www.blognone.com/node/5423
Thai Share This