<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="wordpress/2.2" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>Dooo-Best มุมเล็กๆ ของคนรักสุขภาพ</title>
	<link>http://www.dooo-best.com</link>
	<description>มุมเล็กๆ ของคนรักสุขภาพ</description>
	<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 08:54:10 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.2</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>คุณแปรงฟันแบบนี้หรือเปล่า</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=155</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=155#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 08:54:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=155</guid>
		<description><![CDATA[ 
 เราทุกคนต่างก็แปรงฟันกันทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แล้วทำไมฟันถึงยังผุได้ คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าคุณแปรงฟันอย่างถูกวิธี
บางคนสักแต่ว่าแปรงฟัน ถูๆ ซ้ายทีขวาทีแล้วก็บ้วนปาก บางคนแปรงผิดวิธี แปรงนาน แปรงแรง หรือแปรงบ่อยเกินไป บางคนใช้แปรงสีฟันจนบานหมดสภาพ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดี
ดังนั้น เรามาเรียนรู้วิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันให้เหมาะก่อนค่ะ
# แปรงสีฟัน
แปรงสีฟันที่ใช้ควรมีขนาดพอเหมาะกับช่องปาก แปรงที่ดีจะช่วยให้แปรงฟันได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก สามารถป้องกันการสึกกร่อนและอาการเสียวฟันที่อาจเกิดขึ้นได้ แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่มีความคม จะทำความสะอาดได้ดีกว่าแปรงสีฟันแข็งๆ เพราะการสปริงตัวของขนแปรงที่ดีจะช่วยให้ขนแปรงสามารถซอกซอนเข้าไปตามซอก ซึ่งเป็นที่สะสมของเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องแปรงฟันแรงๆ เพื่อให้ฟันสะอาด
# ยาสีฟัน
แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ จะเป็นส่วนเสริมที่ช่วยในการป้องกันฟันผุได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยลดสภาวะความเป็นกรดในช่องปาก และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน ยาสีฟันสำหรับเด็กจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่ายาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่
เมื่อเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันได้แล้ว ก็มาถึงวิธีการแปรงฟันให้สะอาดค่ะ

ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะตอนเช้าและก่อนนอน โดยพยายามแปรงช้าๆ ให้ทั่วถึงทุกซี่ ทุกด้าน
คนส่วนใหญ่มักแปรงเข้าไปไม่ถึงฟันกรามซี่ที่อยู่ลึกที่สุดด้านที่ติด กับแก้ม หรือไม่ค่อยพิถีพิถันกับการแปรงฟันด้านในที่ติดกับลิ้นโดยเฉพาะฟันหน้า จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฟันผุได้ง่าย ดังนั้น อาจเริ่มต้นแปรงฟันซี่ที่คุณคิดว่าแปรงได้สะอาดน้อยที่สุด เพื่อเน้นการทำความสะอาดบริเวณนั้นให้ดีที่สุด ก่อนที่จะแปรงซี่อื่นๆ ต่อไป
การแปรงฟันนั้นให้ใช้วิธีขยับและปัด ฟันบนให้ปัดลง ฟันล่างให้ปัดขึ้น โดยวางแปรงเอียง 45 องศากับเหงือก การแปรงโดยใช้วิธีถูไปถูมาตามขวางหรือถูขึ้นๆ ลงๆ นอกจากจะไม่สะอาดเพราะขนแปรงแทรกเข้าไปในร่องเหงือกและซอกฟันได้ไม่ดี แล้วยังอาจทำให้เหงือกร่นหรือฟันสึกได้อีกด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"> <img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1473078" /></p>
<p> เราทุกคนต่างก็แปรงฟันกันทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แล้วทำไมฟันถึงยังผุได้ คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าคุณแปรงฟันอย่างถูกวิธี</p>
<p>บางคนสักแต่ว่าแปรงฟัน ถูๆ ซ้ายทีขวาทีแล้วก็บ้วนปาก บางคนแปรงผิดวิธี แปรงนาน แปรงแรง หรือแปรงบ่อยเกินไป บางคนใช้แปรงสีฟันจนบานหมดสภาพ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดี</p>
<p>ดังนั้น เรามาเรียนรู้วิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันให้เหมาะก่อนค่ะ</p>
<p># แปรงสีฟัน</p>
<p>แปรงสีฟันที่ใช้ควรมีขนาดพอเหมาะกับช่องปาก แปรงที่ดีจะช่วยให้แปรงฟันได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก สามารถป้องกันการสึกกร่อนและอาการเสียวฟันที่อาจเกิดขึ้นได้ แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่มีความคม จะทำความสะอาดได้ดีกว่าแปรงสีฟันแข็งๆ เพราะการสปริงตัวของขนแปรงที่ดีจะช่วยให้ขนแปรงสามารถซอกซอนเข้าไปตามซอก ซึ่งเป็นที่สะสมของเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องแปรงฟันแรงๆ เพื่อให้ฟันสะอาด</p>
<p># ยาสีฟัน</p>
<p>แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ จะเป็นส่วนเสริมที่ช่วยในการป้องกันฟันผุได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยลดสภาวะความเป็นกรดในช่องปาก และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน ยาสีฟันสำหรับเด็กจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่ายาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่</p>
<p>เมื่อเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันได้แล้ว ก็มาถึงวิธีการแปรงฟันให้สะอาดค่ะ</p>
<p align="center"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1473079" height="301" width="428" /></p>
<p>ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะตอนเช้าและก่อนนอน โดยพยายามแปรงช้าๆ ให้ทั่วถึงทุกซี่ ทุกด้าน</p>
<p>คนส่วนใหญ่มักแปรงเข้าไปไม่ถึงฟันกรามซี่ที่อยู่ลึกที่สุดด้านที่ติด กับแก้ม หรือไม่ค่อยพิถีพิถันกับการแปรงฟันด้านในที่ติดกับลิ้นโดยเฉพาะฟันหน้า จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฟันผุได้ง่าย ดังนั้น อาจเริ่มต้นแปรงฟันซี่ที่คุณคิดว่าแปรงได้สะอาดน้อยที่สุด เพื่อเน้นการทำความสะอาดบริเวณนั้นให้ดีที่สุด ก่อนที่จะแปรงซี่อื่นๆ ต่อไป</p>
<p>การแปรงฟันนั้นให้ใช้วิธีขยับและปัด ฟันบนให้ปัดลง ฟันล่างให้ปัดขึ้น โดยวางแปรงเอียง 45 องศากับเหงือก การแปรงโดยใช้วิธีถูไปถูมาตามขวางหรือถูขึ้นๆ ลงๆ นอกจากจะไม่สะอาดเพราะขนแปรงแทรกเข้าไปในร่องเหงือกและซอกฟันได้ไม่ดี แล้วยังอาจทำให้เหงือกร่นหรือฟันสึกได้อีกด้วย ยกเว้นการแปรงฟันกรามด้านที่ใช้บดเคี้ยว สามารถใช้ขนแปรงถูไปมาให้สะอาดได้</p>
<p>นอกจากนี้ยังควรเน้นการแปรงฟันบริเวณขอบเหงือกด้วย เนื่องจากเป็นรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน ซึ่งจะเป็นบริเวณที่เกิดคราบจุลินทรีย์สะสมได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและฟันผุ</p>
<p>การแปรงฟันโดยใช้ขนแปรงที่อ่อนนุ่มนวดขอบเหงือกเบาๆ ยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของเหงือกด้วย ผู้ที่มีอาการเหงือกอักเสบ การแปรงฟันบริเวณขอบเหงือกอาจทำให้มีเลือดออกได้ แต่หากอดทนแปรงต่อไปอย่างต่อเนื่อง อาการเหงือกอักเสบและเลือดออกขณะแปรงฟันจะค่อยๆ ดีขึ้น</p>
<p>การแปรงฟันแต่ละครั้งยังต้องใช้เวลาให้นานพออีกด้วย โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที หรือฟังเพลงให้จบ 1 เพลง เพื่อให้นานพอที่ฟลูออไรด์จะทำปฏิกิริยาในการป้องกันฟันผุ และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแปรงฟันได้สะอาดและทั่วถึง</p>
<p>สำหรับผู้ที่จัดฟัน ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารโดยเฉพาะของหวาน แต่สำหรับคนทั่วไป การแปรงฟันบ่อยเกินไปมีส่วนทำให้เกิดภาวะเหงือกร่นได้ โดยเฉพาะถ้าแปรงไม่ถูกวิธี ดังนั้นอาจใช้วิธีบ้วนปากให้สะอาดทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร</p>
<p>บริเวณลิ้นอาจมีคราบเศษอาหารหรือมีลักษณะเป็นฝ้าขาวติดอยู่ ซึ่งหากหมักหมมอยู่นานๆ อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้ จึงควรทำความสะอาดลิ้นเพื่อช่วยลดแบคทีเรียด้วย โดยใช้ขนแปรงสีฟันถูเบาๆ</p>
<p>ที่สำคัญ ควรใช้ไหมขัดฟันทุกวัน ให้ทั่วทุกซี่ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งก่อนนอน เพื่อทำความสะอาดซอกฟันซึ่งเป็นบริเวณที่การแปรงฟันไม่สามารถทำความสะอาดได้ สำหรับคนที่เริ่มใช้ใหม่ๆ อาจมีเลือดออกบ้าง แต่เมื่อใช้เป็นประจำอย่างถูกวิธีแล้ว อาการเลือดออกก็จะหายไป</p>
<p>อย่าลืมดูแลแปรงสีฟันให้ดีด้วย โดยล้างขนแปรงให้สะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน แล้ววางผึ่งลมให้แห้งโดยให้ขนแปรงตั้งขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ไม่ควรใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น เพราะอาจจะแพร่เชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเร็วกว่านั้นหากขนแปรงเริ่มบานออกแล้ว</p>
<p>หลายคนคงเคยทรมานกับโรคฟันหรือโรค เหงือกมาแล้ว ดังนั้น อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพิ่มความพิถีพิถันขึ้นอีกสักนิด จะทำให้คุณมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง และยิ้มสวยโชว์ใครๆ ได้อย่างมั่นใจค่ะ</p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024193 ">http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024193 </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=155&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_155" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=155</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจร่างกายประจำปี จำเป็นแค่ไหน</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=154</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=154#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 08:45:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=154</guid>
		<description><![CDATA[  
แพทย์มักรณรงค์ให้ตรวจร่างกายประจำปี  อาจจะเป็นต้นปี ปลายปี หรือทุกๆ วันเกิด  เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเมื่อครบรอบปี  เป็นการตรวจคัดกรองหาโรคหรือภาวะบางอย่างที่สามารถรักษาได้ในระยะแรก  ซึ่งการรักษาในระยะต้นๆ จะได้ผลดีกว่า  และอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังต่างๆ ได้  แต่แพทย์ก็แนะนำให้เลือกตรวจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า  “เท่าที่จำเป็น”

สำหรับคนทั่วไป การตรวจร่างกายประจำปีจะประกอบไปด้วยการชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูง ซึ่งจะช่วยประเมินภาวะน้ำหนักเกิน  การวัดความดันโลหิตจะช่วยตรวจว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่
การตรวจเลือด จะทำให้ทราบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ช่วยตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง  วัดระดับน้ำตาลเพื่อตรวจหาเบาหวาน วัดระดับไขมันในเลือด คอเลสเตอรอล  ไตรกลีเซอร์ไรด์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด  วัดระดับกรดยูริคซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคเก๊าท์  รวมทั้งตรวจการทำงานของตับและไต
การตรวจปัสสาวะว่ามีภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ และตรวจคัดกรองโรคไตบางชนิด
การตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิในอุจจาระ  และตรวจหาภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร  หากมีเลือดในอุจจาระควรตรวจว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่
การเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจสภาพปอดและหัวใจ ตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่นๆ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>  <img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1446556" height="300" width="450" /></strong></p>
<p><strong>แพทย์มักรณรงค์ให้ตรวจร่างกายประจำปี  อาจจะเป็นต้นปี ปลายปี หรือทุกๆ วันเกิด  เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเมื่อครบรอบปี  เป็นการตรวจคัดกรองหาโรคหรือภาวะบางอย่างที่สามารถรักษาได้ในระยะแรก  ซึ่งการรักษาในระยะต้นๆ จะได้ผลดีกว่า  และอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังต่างๆ ได้  แต่แพทย์ก็แนะนำให้เลือกตรวจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า  “เท่าที่จำเป็น”<br />
</strong><br />
สำหรับคนทั่วไป การตรวจร่างกายประจำปีจะประกอบไปด้วยการชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูง ซึ่งจะช่วยประเมินภาวะน้ำหนักเกิน  การวัดความดันโลหิตจะช่วยตรวจว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่</p>
<p>การตรวจเลือด จะทำให้ทราบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ช่วยตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง  วัดระดับน้ำตาลเพื่อตรวจหาเบาหวาน วัดระดับไขมันในเลือด คอเลสเตอรอล  ไตรกลีเซอร์ไรด์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด  วัดระดับกรดยูริคซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคเก๊าท์  รวมทั้งตรวจการทำงานของตับและไต</p>
<p>การตรวจปัสสาวะว่ามีภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ และตรวจคัดกรองโรคไตบางชนิด</p>
<p>การตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิในอุจจาระ  และตรวจหาภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร  หากมีเลือดในอุจจาระควรตรวจว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่</p>
<p>การเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจสภาพปอดและหัวใจ ตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่นๆ</p>
<p>การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)  เพื่อหาความผิดปกติของหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ  อาจจะเริ่มตรวจเมื่ออายุ 40 ปี และตรวจซ้ำตามที่แพทย์แนะนำ</p>
<p>นอกจากนี้ยังควรตรวจตา หู และฟัน โดยตรวจสุขภาพฟันและช่องปากทุก 6  เดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจตาทุก 2-3 ปี  แต่หากมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัวควรตรวจปีละครั้ง และเมื่ออายุ 60  ปีขึ้นไปอาจตรวจการได้ยินทุก 5 ปี</p>
<p>ผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก  โดยการคลำต่อมลูกหมากและการเจาะเลือดเพื่อหาสาร PSA (Prostate Specific  Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก</p>
<p>สำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรตรวจหามะเร็งปากมดลูก  หรือแม้จะยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แต่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็ควรตรวจทุก 1-3 ปี</p>
<p>การตรวจที่กล่าวมาเป็นการตรวจพื้นฐาน แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง ก็อาจต้องตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม</p>
<p>สำหรับผู้หญิงทั่วไป  การตรวจคลำเต้านมของตัวเองเดือนละครั้งร่วมกับการตรวจร่างกายโดยแพทย์  ก็จะช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ดี แต่แพทย์บางท่านก็จะแนะนำให้ตรวจ  Mammogram ในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี  ยกเว้นตรวจพบความผิดปกติ มีก้อนในเต้านม  หรือในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 40 ปี ก็ควรตรวจ  Mammogram ก่อนอายุ 40 ปี</p>
<p>การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป  ยกเว้นมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูงอาจตรวจ เร็วกว่านั้น</p>
<p>การตรวจ EST (Exercise Stress Test)  เป็นการตรวจการทำงานของหัวใจด้วยการวิ่งบนสายพาน  ส่วนใหญ่แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เช่น  มีอาการเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยหอบขณะออกกำลังกาย  หรือผู้ที่ไม่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน แต่มีอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง  เช่น นักบิน นักดับเพลิง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องต่อไปนี้ 2 ประการขึ้นไป  คือ สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน มีไขมันสูง อ้วน  มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัวที่เป็นตั้งแต่อายุยังน้อย</p>
<p>การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีประวัติในครอบครัวเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน</p>
<p>ดังเช่นที่กล่าวแล้วว่าการตรวจร่างกายประจำปีโดยละเอียดนั้นไม่จำ เป็นนักเพราะสิ้นเปลือง เลือกตรวจเฉพาะสิ่งที่สำคัญและจำเป็น  ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลทั้งเพศ อายุ  ลักษณะอาชีพการงาน ประวัติการเจ็บป่วย  รวมทั้งประวัติการเป็นโรคของคนในครอบครัวซึ่งอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม  จะดีกว่าเหมาตรวจเหมือนกันสำหรับทุกคน  โดยอาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม</p>
<p>การตรวจพิเศษบางอย่างอาจไม่คุ้มค่า เช่น  การตรวจเลือดเพื่อหาสารที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด  การตรวจเอกซเรย์เต้านมในคนที่ไม่มีข้อบ่งชี้ การตรวจมวลกระดูก  การตรวจอัลตราซาวนด์ตับ  หรืออาจก่อให้เกิดผลเสียในกรณีที่ผลการตรวจขั้นต้นนั้นผิดปกติ  แต่เมื่อตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดแล้วไม่พบโรค  ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินจำนวนมาก  ดังนั้นอาจให้แพทย์ตรวจร่างกายดูก่อนว่าคุ้มหรือไม่กับการตรวจด้วยวิธีพิเศษ  แม้แต่การตรวจเอกซเรย์ปอดซึ่งราคาไม่แพง  แต่หากตรวจพร่ำเพรื่อเกินไปก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ</p>
<p>อีกประการหนึ่ง มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ตรวจพบความผิดปกติเล็กน้อย  แต่เก็บมาวิตกกังวลจนถึงขั้นเครียด แทนที่จะควบคุมอาหาร  หลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีไม่น้อยที่หมอสั่งยาให้ทันทีหลังจากที่ตรวจพบความผิด ปกติเล็กน้อย  แทนที่จะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เจ็บป่วยอีก</p>
<p>แพทย์อีกหลายท่านจึงแนะนำว่าการตรวจร่างกายประจำปีควรเป็นการตรวจหา ความเสี่ยงต่อโรค ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น   เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วก็ร่วมกันหาหนทางป้องกันความเสี่ยงอย่าให้เป็นโรค นั้น</p>
<p>ดังนั้นหากเป็นไปได้ โรงพยาบาลควรมีระบบรองรับผู้ป่วย  มีเวลาซักประวัติ เพื่อสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน เช่น  พฤติกรรมการรับประทานอาหารตลอดจนการไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน  เบาหวาน ไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เกิดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ  หรือผู้ที่ต้องทำงานยกของหนักอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่จะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเข่า  ก็ควรได้รับคำแนะนำว่าจะยกของหนักอย่างไรไม่ให้ปวดเมื่อย  หรือหากต้องทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังและเต็มไปด้วยฝุ่นละออง  อาจเสี่ยงต่อโรคปอดหรือหูตึง  ก็ควรได้รับคำแนะนำว่าจะทำงานอย่างไรในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นโดยไม่เจ็บป่วย  ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการตรวจเหมือนๆ กันตามแพคเกจที่โรงพยาบาลจัดไว้แล้ว</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม  ยังมีโรคอีกมากที่การตรวจสุขภาพไม่สามารถตรวจพบโรคได้ในระยะแรกๆ  ดังนั้นถึงแม้ผลการตรวจสุขภาพจะเป็นปกติดี ก็ยังควรใส่ใจรักษาสุขภาพ  เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่  สุรา ยาเสพติด พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ</strong></p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009170">http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009170 </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=154&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_154" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=154</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เกร็ดควรรู้เมื่อไปตรวจสุขภาพ</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=153</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=153#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 08:42:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=153</guid>
		<description><![CDATA[ เมื่อจะไปตรวจสุขภาพประจำปี เราควรเตรียมตัวและปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะมีผลต่อการตรวจ โดยมีข้อปฏิบัติต่างๆ ดังนี้

- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอนก่อนวันตรวจสุขภาพ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มกาเฟอีนโดยเฉพาะในวันก่อนตรวจ
 
 - งดอาหารและน้ำ 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด  หากต้องการตรวจเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง  แต่หากต้องการตรวจระดับไขมันในเลือดด้วย อาจต้องงดถึง 12 ชั่วโมง
- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บางกรณีแพทย์จะระบุว่าไม่จำเป็นต้องงดอาหาร
- ควรไปถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป เพราะงดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว
- สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน
- หากต้องตรวจภายในควรสวมกระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน
- หากทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test) ควรสวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เคลื่อนไหวสะดวก
- นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนตรวจวัดความดันโลหิต
- เมื่อเจาะเลือดแล้ว ควรใช้นิ้วมือกดเบาๆ  ลงบนพลาสเตอร์ที่ปิดไว้ตรงตำแหน่งที่เจาะ ประมาณ 5 นาที  จนกว่าเลือดจะหยุดไหล ไม่จำเป็นต้องพับแขน  และไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เป็นรอยช้ำได้
- ผู้ที่มีประวัติเขียวช้ำง่าย หรือเจาะเลือดแล้วเกิดรอยช้ำเสมอ  รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเลือดหรือโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้ไม่ดี  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> เมื่อจะไปตรวจสุขภาพประจำปี เราควรเตรียมตัวและปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะมีผลต่อการตรวจ โดยมีข้อปฏิบัติต่างๆ ดังนี้<br />
</strong><br />
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอนก่อนวันตรวจสุขภาพ</p>
<p>- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มกาเฟอีนโดยเฉพาะในวันก่อนตรวจ</p>
<p align="center"> <img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1454943" /></p>
<p> - งดอาหารและน้ำ 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด  หากต้องการตรวจเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง  แต่หากต้องการตรวจระดับไขมันในเลือดด้วย อาจต้องงดถึง 12 ชั่วโมง</p>
<p>- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บางกรณีแพทย์จะระบุว่าไม่จำเป็นต้องงดอาหาร</p>
<p>- ควรไปถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป เพราะงดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว</p>
<p>- สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน</p>
<p>- หากต้องตรวจภายในควรสวมกระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน</p>
<p>- หากทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test) ควรสวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เคลื่อนไหวสะดวก</p>
<p>- นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนตรวจวัดความดันโลหิต</p>
<p>- เมื่อเจาะเลือดแล้ว ควรใช้นิ้วมือกดเบาๆ  ลงบนพลาสเตอร์ที่ปิดไว้ตรงตำแหน่งที่เจาะ ประมาณ 5 นาที  จนกว่าเลือดจะหยุดไหล ไม่จำเป็นต้องพับแขน  และไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เป็นรอยช้ำได้</p>
<p>- ผู้ที่มีประวัติเขียวช้ำง่าย หรือเจาะเลือดแล้วเกิดรอยช้ำเสมอ  รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเลือดหรือโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้ไม่ดี  เมื่อเจาะเลือดแล้วให้กดนิ่งๆ ไว้นานกว่าปกติเล็กน้อย  เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดหยุดแล้วจึงไปทำกิจกรรมอื่น</p>
<p>- ทำความสะอาดบริเวณภายนอกอวัยวะขับถ่ายด้วยน้ำสะอาดก่อนเก็บปัสสาวะ</p>
<p>- การใช้ทิชชูเช็ดทำความสะอาด อาจทำให้ปนเปื้อนเชื้อโรคจากทิชชูได้</p>
<p>- เก็บปัสสาวะช่วงกลาง คือปล่อยปัสสาวะช่วงต้นทิ้งไปเล็กน้อย และทิ้งปัสสาวะช่วงสุดท้ายไป</p>
<p>- กรณีที่ต้องการถ่ายอุจจาระ หรือต้องเก็บอุจจาระด้วย ควรเก็บปัสสาวะก่อน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน</p>
<p>- หากมีประจำเดือนควรเลื่อนการตรวจร่างกายไปก่อนจนกว่าจะหมด  การตรวจปัสสาวะขณะมีประจำเดือน จะมีเม็ดเลือดแดงปน ซึ่งมีผลต่อการอ่านค่า</p>
<p>- กรณีเก็บอุจจาระ  ควรถ่ายลงบนโถที่แห้งก่อนใช้ไม้หรือช้อนพลาสติกป้ายตัวอย่างอุจจาระขนาด ประมาณหัวแม่มือใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้  หากถ่ายลงน้ำอาจทำให้อุจจาระถูกเจือจางด้วยน้ำ ซึ่งมีผลต่อการตรวจ</p>
<p>- หากสังเกตเห็นอุจจาระที่ผิดปกติ เช่นมีมูกสีขาว หรือมีสีแดงหรือดำคล้ายเลือด ควรป้ายบริเวณนั้นมาตรวจด้วย</p>
<p>- ตรวจสอบชื่อ นามสกุล บนภาชนะที่เก็บเลือด ปัสสาวะ และอุจจาระให้ดีว่าถูกต้องแล้ว</p>
<p>- หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจร่างกาย หากตั้งครรภ์ไม่ควรเอกซเรย์</p>
<p>- ถอดเสื้อ เสื้อชั้นใน และเครื่องประดับที่เป็นโลหะก่อนเอกซเรย์</p>
<p>- บางโรงพยาบาลได้ยกเลิกการเก็บฟิล์มเอกซเรย์  โดยแพทย์สามารถเรียกดูภาพจากห้องตรวจผ่านระบบคอมพิวเตอร์  หากต้องการฟิล์มเอกซเรย์กลับบ้าน อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม</p>
<p>- การตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram)  ควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน งดทาแป้ง โลชั่น ครีม และโรลออน  บริเวณเต้านมและรักแร้ในวันตรวจ และควรงดอาหารไขมันสูงก่อนตรวจ 3 วัน</p>
<p>- การตรวจมะเร็งปากมดลูก ห้ามสอดยา เหน็บยา หรือสวนล้างภายในช่องคลอด และงดมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันตรวจ</p>
<p>- ก่อนตรวจลำไส้ใหญ่ 2 วัน ควรรับประทานอาหารอ่อนและมีกากน้อย เช่น  ข้าวต้ม โจ๊ก ไข่ ปลา น้ำเต้าหู้ และควรงดผัก ผลไม้  และต้องรับประทานยาระบายหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอนเป็นเวลา 2 วัน</p>
<p>- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ควรงดน้ำและอาหารก่อนทำ 6 ชั่วโมง หากกระหายน้ำ ให้จิบน้ำได้เล็กน้อย</p>
<p>- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนล่างหรือมดลูก ควรดื่มน้ำมากๆ และอย่าเพิ่งปัสสาวะก่อนตรวจ</p>
<p>- การตรวจบางอย่างอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผล เช่น ตรวจโรคธาลัสซีเมีย ตรวจมะเร็งปากมดลูก</p>
<p>- หากผลการตรวจไม่ปกติและต้องมีการตรวจรักษาเพิ่มเติมไปจากโปรแกรมการตรวจสุขภาพ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม</p>
<p>- นอกจากการตรวจสุขภาพทั่วไปประจำปีแล้ว  ยังมีการตรวจพิเศษก่อนแต่งงาน เพื่อตรวจหาโรคเลือดทางพันธุกรรม เช่น  โรคธาลัสซีเมีย ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส  ตับอักเสบจากไวรัสบี และเอชไอวี  และตรวจว่ามีภูมิต้านทานต่อหัดเยอรมันหรือไม่ หากยังไม่มี  ควรฉีดวัคซีนป้องกัน เนื่องจากหากติดโรคระหว่างตั้งครรภ์  อาจจะทำให้ทารกพิการได้</p>
<p>- สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน  แต่ไม่ทราบประวัติการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีนที่ชัดเจน  อาจจะตรวจหาเชื้อและ/หรือภูมิต้านทานต่อโรคตามความเหมาะสม  ส่วนผู้ที่จะไปศึกษาต่อหรือทำงานต่างประเทศ  อาจต้องฉีดวัคซีนหรือตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคบางโรค</p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000014074">http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000014074</a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=153&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_153" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=153</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>แอล-คาร์นิ ทีน คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย และการรับประทานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=152</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=152#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 02:38:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=152</guid>
		<description><![CDATA[แอล-คาร์นิ ทีน  เป็นกรดอะมิโน         1         ในจำนวน 20         ชนิดที่เป็นโมเลกุลพื้นฐานหรือโมเลกุลที่เล็กที่ สุดของสารอาหารจำพวก
โปรตีน และแอลคาร์นิทีน          ถือเป็นกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้จากกรดอะมิโนที่เป็นสาร
ตั้งต้น         2 ชนิดคือ   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span lang="TH">แอล-คาร์นิ ทีน</span><o:p> </o:p></strong><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><strong><span lang="TH"></span><o:p> </o:p></strong></font><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><span lang="TH">เป็นกรดอะมิโน         </span>1         <span lang="TH">ในจำนวน </span>20         <span lang="TH">ชนิดที่เป็นโมเลกุลพื้นฐานหรือโมเลกุลที่เล็กที่ สุดของสารอาหารจำพวก<br />
โปรตีน และแอลคาร์นิทีน          ถือเป็นกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้จากกรดอะมิโนที่เป็นสาร<br />
ตั้งต้น         </span>2 <span lang="TH">ชนิดคือ         กรดอะมิโนแอลไลซีน         (</span>L-lysine) <span lang="TH">และกรดอะมิโนเมไธโอนีน         (</span>Methionine) <span lang="TH">โดยจะ<br />
ต้องมีวิตามินและเกลือแร่ต่าง         ๆ         ร่วมในกระบวนการสร้างกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนดังกล่าวมากมายหลาย<br />
ชนิด         เช่น         วิตามินซี วิตามินบี </span>6         <span lang="TH">หรือ </span>Pyridoxin <span lang="TH">วิตามินบี         </span>3 <span lang="TH">หรือ </span>Niacin <span lang="TH">และ ธาตุเหล็ก</span></font></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ดังนั้นถึงแม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างกรดอะมิโนแอล คาร์นิทีนได้ด้วยตนเองที่ตับ         และไตแต่หากร่างกาย<br />
ขาดปัจจัยตั้งแต่สารตั้งต้นและสารอื่น         ๆที่เป็นปัจจัยร่วมในการสร้างดังกล่าวข้างต้น         แม้เพียงอย่างใดอย่าง<br />
หนึ่งก็อาจจะส่งผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะบกพร่องหรือมีปริมาณกรดอะมิโนแอลคาร์ นิทีนไม่เพียงพอกับ<br />
ความต้องการของร่างกายได้          ดังนั้นเราก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีน         จาก<br />
อาหารโดยเฉพาะจากเนื้อสัตว์ชนิดต่าง         ๆ         อย่างสม่ำเสมอด้วย</font></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ในร่างกายของคนเราถูกสร้างขึ้นไปใช้ในหน้าที่ต่างๆ  หลายอย่าง         สามารถพูดในภาพรวมได้ว่า         แอล-คาร์นิทีน<br />
ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง         ซึ่งพลังงานที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็ถูกใช้สำหรับการทำ<br />
งานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเรา<br />
จากหน้าที่การทำงานพื้นฐานของสารชนิดนี้ทำให้นำมาใช้เป็นประเด็นหลักในการ สร้างโฆษณาให้เห็นว่าเมื่อ<br />
กินเข้าไปแล้วคุณ<st1:personname productid="จะอยู่นิ่งไม่ได้  รู้สึกคึกคัก" w:st="on">         จะอยู่นิ่งไม่ได้         รู้สึกคึกคัก</st1:personname>         คล้ายกับว่าร่างกายมีพลังงานมากเกิน</font></span></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">แอล-คาร์นิทีน          ถูกสร้างขึ้นภายในตับและไตและนำไปเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อลายตัวอย่างเช่น         กล้ามเนื้อตามแขน         ขา<br />
ของเรา         นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปที่กล้ามเนื้อหัวใจ         สมองและสเปิร์ม         ซึ่งในส่วนของสเปิร์มนั้นจะทำให้เคลื่อน<br />
ที่ได้อย่างเหมาะสม          เพราะแอล-คาร์นิทีนจะไปเร่งให้ไมโทคอนเดรียเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงาน<br />
สำหรับในอาหารจะพบสารแอล-คาร์นิทีนได้จากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์         เนื้อแดง นม         ผลิตภัณฑ์จากนม         ผลไม้<br />
ได้แก่         พวกผลอะโวกาโด(</font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">Avocado)         <span lang="TH">ธัญพืช         ผักใบเขียว         ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก</span>         (tempeh)</font></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">คนที่รับประทานอาหารมังสะวิรัติอาจจะเกิดการขาด แอล-คาร์นิทีนได้ในบางครั้ง         เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน<br />
พบได้ในเนื้อสัตว์          นมและถั่วหมักหรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการดูดซึมของระบบ ย่อยอาหาร<br />
รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยขาดแอล-คาร์นิทีน         (ซึ่งพบน้อยมาก)         ที่อาจเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือตับ<br />
ไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีนและเมไทโอนีนน้อย         ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ         เจ็บหน้าอก<br />
เจ็บกล้ามเนื้อ         แขนขาอ่อนแรง         ความดันเลือดต่ำและอาจมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย         เป็นต้น</font></span></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">คาร์นิทีนที่นำมาใช้นั้นมีหลายลักษณะ         เช่นผลิตภัณฑ์บรรจุเม็ดและสารน้ำ         เป็นต้น         โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์<br />
เสริมที่ออกมาใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นมีอยู่สามรูปแบบ</font></span></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">- <span lang="TH">รูปแบบแรก         คือ <span style="background-color: #ffff00"><strong>  แอล-คาร์นิทีน         (</strong></span></span><span style="background-color: #ffff00"><strong>LC)</strong></span> <span lang="TH">เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและ มีราคาถูกที่สุด</span><br />
-         <span lang="TH">รูปแบบที่สอง         คือ <strong><span style="background-color: #ffff00">  แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน</span></strong>         [</span><a href="http://www.thailabonline.com/Acetyl%20L-Carnitine.htm">L-acetylcarnitine(LAC</a>)]  <span lang="TH">เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่นำมาใช้<br />
ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์         (</span>Alzheimer) <span lang="TH">และโรคอื่น         ๆ         ที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง</span><br />
- <span lang="TH">รูปแบบสุดท้าย         คือ <strong><span style="background-color: #ffff00">  แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน</span></strong>[</span>L-propionylcarnitine(LPC)]         <span lang="TH">ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง<br />
สุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและใช้ได้ผลดีกับ โรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือด<br />
ตามแขนขาอีกด้วย </span><span> </span>(peripheral         vascular disease-PVD)<o:p>         </o:p>         </font></p>
<p class="MsoNormal"><span><font face="Microsoft  Sans Serif" size="2"> </font></span><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ถ้าเรากินเข้าไปการดูดซึมของแอล-คาร์ นิทีนจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่<br />
ส่วนแพทย์สามารถให้แอล-คาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน</font></span></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><strong>สำหรับแอล-คาร์นิทีนนั้นมีข้อควรรู้ดังนี้         คือ</strong></font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><br />
1.<span lang="TH">คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลง         ในเหตุผลแรกนี้ก็ชวนให้เราหลงใหลใคร่อยากกินคาร์นิทีนกันแล้ว<br />
ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงก็เพราะเหตุผลที่ว่าเซลล์ในร่างกายทุก         ๆเซลล์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง         เซลล์จาก<br />
ระบบภูมิคุ้มกัน         เซลล์จากหัวใจหรือเซลล์จากที่อื่น         ๆของร่างกายทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับ<br />
พลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิดและคาร์นิทีนนี่ เองทำให้เซลล์มีอายุ<br />
ยืนนานขึ้น</span><br />
2. <span lang="TH">คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(</span>triglycerides)<span lang="TH">อยู่ในระดับต่ำและช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอล<br />
ที่มีประโยชน์</span> (HDL-<span lang="TH">คอเรสเตอรอล)         ในเลือด</span><br />
3. <span lang="TH">คาร์นีทีนช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้ สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น         และช่วยป้องกันการเกิด<br />
ภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย         (</span>1/3 <span lang="TH">ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)</span><br />
4. <span lang="TH">คาร์นีทีน          ช่วยให้น้ำหนักลดโดยเฉพาะการใช้ร่วมกับวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงใน อาหารแต่<br />
ละมื้อ</span><br />
5. <span lang="TH">คาร์นีทีน         ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติค่อยเป็นค่อยไป         โดยไม่ทำให้ร่างกาย<br />
ได้รับบาดเจ็บ         หรือเกิดความเสียหายใด         ๆ         กับร่างกายเหมือนกับที่พบในสารสกัดจากพืชบางชนิด</span><br />
6. <span lang="TH">คาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกาย เพิ่มขึ้น         มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อ<br />
ไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ</span><o:p>         </o:p><br />
7. <span lang="TH">คาร์นิทีนและ         อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน(</span>Acetyl-L-carnitine)         <span lang="TH">ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน<br />
ดีขึ้น</span><br />
8. <span lang="TH">อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีนช่วยลดความเสียหายของ เซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียดและอาจมี<br />
ส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์         แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย         ทำให้อาการของโรคไม่เป็น<br />
ไปมากกว่านี้</span><br />
9. <span lang="TH">อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน         มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกและลดภาวะความเครียด</span><br />
10. <span lang="TH">คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ         ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา</span></font></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">แต่การใช้แอล-คาร์นิทีนมีข้อควรระวัง         คือ         สำหรับคนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์แอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวัง<br />
เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่าง         ๆ         เกิดขึ้นกับร่างกายได้และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่น         ๆ         ที่กินร่วมกัน<br />
ดังนั้นในการใช้แต่ละครั้งควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่าและ ข้อควรจำให้ขึ้นใจคือ<br />
สารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเองขึ้นกับปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของ การใช้         ถึงแม้ว่า<br />
แอล-คาร์นิทีน จะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใด         ๆ         ที่เด่นชัดมากนัก         แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไป<br />
มากขนาด         </font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">5 <span lang="TH">กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้         อาเจียนได้         ส่วนอาการข้างเคียงอื่น         ๆ         ที่<br />
อาจพบได้         เช่น         มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น         มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง         ในนักกีฬาหรือคนที่กิน<br />
แอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้ การทำงานของกล้ามเนื้อ<br />
ดีขึ้น         ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ         </span>1 <span lang="TH">อาทิตย์         คือไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่อง<br />
ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน         สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ         อาหารโปรตีน         เช่น ไข่         นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกิน<br />
ผลิตภัณฑ์ที่เสริม         แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด         รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต         เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง<br />
</span>2 <span lang="TH">ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้         ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์</span><o:p>         </o:p>         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">          </font> </font></span><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans  Serif" size="2">แอล-คาร์นิทีน         กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก<span>               </span></font></span><!--[if gte vml 1]><v:shape id="_x0000_i1028"   type="#_x0000_t75" alt="" style='width:189pt;height:126pt'>   <v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\User\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image004.jpg"    o:href="http://aksorn.com/images3/webguide/hed/hed005_1.jpg"/>  </v:shape><![endif]--> <font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        <img src="http://www.thailabonline.com/Centerpic/L-Carnitine3.jpg" v:shapes="_x0000_i1028" border="0" height="135" width="203" /></font></p>
<p><span style="background: none repeat scroll 0% 0% yellow" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ซึ่งในความเป็นจริงนั้น         หน้าที่หลักของ         </font></span><span style="background: none repeat scroll 0% 0% yellow"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">Carnitine <span lang="TH">จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ         เข้าไปใช้ใน         เซลล์<br />
ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน</span></font></span><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">         ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร         </font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">Carnitine <span lang="TH"><br />
หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็         ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะ<br />
เป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณ<st1:personname productid="อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น" w:st="on">         อย่างมากมาย         ไม่ว่าจะเป็น</st1:personname>         ความอ้วน         และการสะสม<br />
ของไขมันตามหลอดเลือด         ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด         และ         นำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือด<br />
สูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้         นอกจากนี้         ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อย         กล้ามเนื้อแขนขา         อ่อนเพลีย         ซึม<br />
และเหนื่อยง่าย</span>         <o:p>         </o:p>         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><br />
<span lang="TH"><strong>กลไกการทำงานของกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีน</strong></span><br />
<span lang="TH"><br />
ในการศึกษาทางการแพทย์เราพบว่าร่างกายของเราจะมีการนำเอากรดไขมันอิสระ</span>         (Free Fatty Acids) <span lang="TH"><br />
ที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อสร้างเป็นพลังงานสำหรับการทำ งานหรือกิจกรรมต่าง         ๆ         ที่ร่างกาย<br />
ของเราต้องมีในแต่ละวันอยู่ตลอดเวลา<br />
และพบว่าความสามารถของเซลล์ในการนำเอากรดไขมันอิสระที่ล่องลอยอยู่ในกระแส เลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำ<br />
ไปเผาผลาญ         เป็นพลังงานต่อไปนั้น         ขึ้นอยู่กับสารประกอบทางเคมีตัวหนึ่งที่มีสูตรโครงสร้างหลักเป็นกรด<br />
อะมิโนแอลคาร์นิทีน         โดยสารเคมีเชิงซ้อนดังกล่าวจะอยู่ที่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์         และเยื่อหุ้มไมโตคอนเดรีย<br />
</span>(Mitochondria Membrane) <span lang="TH">และมีหน้าที่ในการ นำพาโมเลกุลของไขมันอิสระเข้าสู่เซลล์และเข้าสู่<br />
ไมโตคอนเดรีย</span></font></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">บางครั้งจึงเรียกสารประกอบเชิงซ้อนที่มีโมเลกุลขอ งกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนเป็นโครงสร้างหลักนี้ว่าโปรตีน<br />
ตัวพา(</font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">CarrierProteins)<span lang="TH">และพบว่าหากเยื่อ หุ้มเซลล์หรือร่างกายมีระดับของกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนใน<br />
ปริมาณต่ำ          ก็จะส่งผลทำให้กระบวนการในการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้อยประสิทธิภาพตามไป ด้วยและ<br />
เมื่อกระบวนการดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพลงก็ย่อจะส่งผลทำให้กระบวนการสร้าง พลังงานแย่ลงไป         อาจส่ง<br />
ผลทำให้เกิดอาการอ่อนเปลี้ยหมดแรงในผู้สูงอายุบางคนหรือในเด็กที่มีอาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรงแพทย์ก็มัก<br />
จะมีการสั่งจ่ายกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนเพื่อให้เด็กคนดังกล่าวสามารถสร้าง พลังงานจากกรดไขมันที่มีอยู่<br />
ในร่างกายเพื่อที่ร่างกายจะได้มีเรี่ยวแรงขึ้นมาได้ด้วยและนอกจากทำให้เกิด ภาวะหมดเรี่ยวแรงในบางคนแล้ว<br />
ยังพบว่าการที่ร่างกายมีระบบเผาผลาญไขมันไม่ดีก็จะส่งผลทำให้เกิดภาวะการ สะสมไขมันดังกล่าวไว้ตาม<br />
เนื้อเยื่อไขมันที่อยู่ทั่วไปในร่างกาย         และสามารถก่อให้เกิดปัญหาน้ำหนักตัวหรือปัญหาสุขภาพอื่น         ๆ         ตามมาได้<br />
ด้วยเช่นกัน</span><o:p>         </o:p>         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><br />
<span lang="TH">มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้         </span>L-carnitine <span lang="TH">ในวงการแพทย์         ไม่ว่าจะเป็นการใช้<br />
ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก         จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้         ซึ่งหลังจากมีการใช้         </span>L-carnitine <span lang="TH"><br />
ขนาด </span>2 <span lang="TH">กรัม/วัน         อาการดังกล่าวก็หายไป         หรือการใช้ในนักกีฬา         ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการ<br />
ออกกำลังกายหนักๆ         </span><o:p>         </o:p>         <span style="font-size: 10pt" lang="TH">เช่น         วิ่งมาราธอน         รวมทั้งมีการใช้         </span>L-carnitine <span lang="TH">เพื่อช่วยให้การ         ทำงานของกล้ามเนื้อ<br />
หัวใจดีขึ้น</span></font></p>
<p><o:p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">         </font></o:p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><!--[if gte vml 1]><v:shape id="_x0000_i1026" type="#_x0000_t75"   alt="" style='width:162pt;height:153pt'>   <v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\User\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image006.jpg"    o:href="http://i2.photobucket.com/albums/y35/mightymucko/betty.jpg"/>  </v:shape><![endif]--> <font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        <img src="http://www.thailabonline.com/Centerpic/L-Carnitine4.jpg" v:shapes="_x0000_i1026" border="0" height="180" width="193" /><span>          </span><!--[if gte vml 1]><v:shape   id="_x0000_i1027" type="#_x0000_t75" style='width:234pt;height:153pt'>   <v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\User\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image008.png"    o:title=""/>  </v:shape><![endif]-->         <img src="http://www.thailabonline.com/Centerpic/L-Carnitine5.jpg" v:shapes="_x0000_i1027" border="0" height="180" width="274" /></font></p>
<p><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ในส่วนบทบาทในการลดน้ำหนักและลดไขมันสะสม         ดูเหมือนว่า         </font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">L-carnitine <span lang="TH">จะเป็นคำตอบที่ดี         ของคุณๆ<br />
ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ         เนื่องจากมีการทดลองนำเอาเซลล์ไขมัน         (</span>Adipose Tissue)  <span lang="TH"><br />
ของคนอ้วนมาวิเคราะห์         พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี         </span>Carnitine <span lang="TH">อยู่เหลือ         เลย         ดังนั้นจากความ<br />
สัมพันธ์นี้เองทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า         กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อไปใช้         หาก         ถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม<br />
ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้         แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป         ก็จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของ<br />
ไขมันสะสมมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผล         การลดไขมันสะสมของคนอ้วน         โดยการศึกษาดังกล่าว<br />
นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น         </span>2 <span lang="TH">กลุ่ม         กลุ่มแรก         ให้รับประทาน         </span>L-carnitine <span lang="TH">ขนาด </span>2         g/<span lang="TH">วัน         อีกกลุ่มได้<br />
ยาหลอก (</span>Placebo) <span lang="TH">โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัด         อาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน         และมีการออกกำลังกายขนาด<br />
ปานกลางเหมือนกัน         หลังจากนั้น         </span>3 <span lang="TH">เดือน         ต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง         พบว่ากลุ่มที่ได้รับ         </span>L-carnitine  <span lang="TH"><br />
น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย         </span>11 <span lang="TH">ปอน ด์         ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง         </span><st1:metricconverter productid="2 ปอนด์" w:st="on">         2 <span lang="TH">ปอนด์</span></st1:metricconverter>         <span lang="TH">         และปริมาณไขมันในกระแสเลือด<br />
ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ </span><o:p>         </o:p>         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><o:p> <font face="Microsoft Sans Serif" size="2">         </font></o:p> <font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><strong>คำแนะนำในการรับประทานแอลคาร์นิทีน</strong></font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><br />
<span lang="TH">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานกรดอะมิโนแอลคาร์ นิทีนเพื่อให้ผลในการลดปริมาณไขมันในร่างกาย<br />
นั้นจะต้องรับประทานควบคู่กับโปรแกรมการออกกำลังกาย         เนื่องจากลักษณะการทำงานของกรดอะมิโน<br />
แอลคาร์นิทีน นั้นเป็นการทำงานตามธรรมชาติ         นั่นคือจะทำงานมากขึ้นเมื่อร่างกายมีความต้องการ         และเมื่อ<br />
ใดที่ร่างกายมีความต้องการ</span> ? <span lang="TH">คำตอบก็คือ เมื่อร่างกายมีการออกกำลังกายหรือมีความต้องการพลังงานอย่าง<br />
มาก          ซึ่งก็จะเป็นเวลาที่ร่างกายของเราดึงเอากรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนมาใช้เพื่อ ช่วยดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่<br />
ตามแหล่ง         ๆ         ของร่างกายให้ถูกย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันอิสระในเลือด         แล้วนำเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปย่อย<br />
สลายหรือเผาผลาญเป็นพลังงานตามความต้องการของร่างกายอีกต่อหนึ่ง         เนื่องจากกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีน<br />
เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ          ดังนั้นยังไม่มีการวิจัยใดที่พบว่าการรับประทานกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนจะทำ<br />
ให้เกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดความเป็นพิษ</span><o:p>         </o:p>         </font></p>
<p class="MsoNormal"><span style="color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">เปรียบให้เห็นภาพดังนี้นะครับปกติ เวลาออกกำลังกายไปซักพักร่างกายจะเริ่มใช้พลังงานจากไกลโคเจน<br />
ก่อน         จนหมดไปก็จะเริ่มไปดึงพลังงาน</font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Arial; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"> </font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">จากไขมันสะสมตาม เนื้อเยื่อตามพุงเราออกมา         </font></span><span style="color: #333333"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">L-Carnitine<br />
</font></span><span style="color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ก็จะเริ่มมีบทบาทตรงนี้</font></span><span style="color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans  Serif" size="2">          </font></span><span style="color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ให้นึกภาพว่าเวลาออกกำลังกายจะมีรถ สามล้อเล็กๆมาขนไขมันจากพุงเราแล้ว<br />
นำไปส่งให้เซลล์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน</font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Arial; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"> </font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">แต่เมื่อใช้         </font></span><span style="color: #333333"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">L-Carnitine </font></span><span style="color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans  Serif" size="2">ร่วมด้วยจะเหมือนมีรถสิบล้อพ่วงมา<br />
คอยช่วยขนไขมันเหล่านั้นไปเผาผลาญครับ</font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Arial; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"> </font></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma; color: #333333" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ต่างกันหลายเท่า</font></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt" lang="TH"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ         วันละ </font></span><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">500         <span lang="TH">ถึง </span>2,000 <span lang="TH">มิลลิกรัม         โดยไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกัน<br />
เกินกว่า </span>6 <span lang="TH">เดือน         เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายของเราขาดกรดอะมิโนชนิดอื่น         ๆ อีก </span>19 <span lang="TH">ชนิดได้ แต่ในผู้ที่<br />
มีความจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานให้หยุดพักทุก         </span>6 <span lang="TH">เดือน แล้วในระหว่างที่หยุดพักควร<br />
รับประทานกรดอะมิโนชนิดอื่น         ๆ         ให้ครบทั้ง </span>20         <span lang="TH">ชนิดร่วมด้วย และการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์         นม<br />
หรือไข่         ก็พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน</span><o:p>         </o:p>         </font></p>
<p><font face="Microsoft Sans Serif" size="2">        </font></p>
<p class="MsoNormal"><font face="Microsoft Sans Serif" size="2"><br />
<span lang="TH">ดังนั้น </span>L-carnitine         <span lang="TH">ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม         แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน         </span>1 <span lang="TH">วัน         จะให้<br />
กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง         </span>50-200 mg.<span lang="TH">เท่านั้น         ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลัง<br />
งาน    ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ         </span>L-carnitine <span lang="TH">ขนาด </span><br />
500-1,000 mg./<span lang="TH">วัน <span> </span>(</span>1         cap 500 mg. <span lang="TH">หรือ         แบบชนิดน้ำ </span>1000         mg/30 ml. <span lang="TH">สำหรับข้อดีในเรื่องการ<br />
ออกฤทธิ์ที่เร็วขึ้น) น่าจะเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก         และหากคุณมีดัชนีมวลร่างกาย         (</span>BMI)  <span lang="TH"><br />
มากกว่า         </span>25 <span lang="TH">ปริมาณการใช้จะสูงขึ้นตามลำดับ         ซึ่งมีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยจาก         การใช้ว่า </span>L-carnitine          <span lang="TH"><br />
ยังไม่มีผลทางลบแม้จะรับประทานในขนาดสูงถึง         </span><st1:metricconverter productid="4 g" w:st="on">         4 g</st1:metricconverter>         ./ <span lang="TH">วันก็ตาม         ไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเกินกว่า<br />
</span>6 <span lang="TH">เดือน เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายของเรา ขาดกรดอะมิโนชนิดอื่น         ๆ อีก </span>19 <span lang="TH">ชนิดได้<br />
แต่ในผู้ที่มีความจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานให้หยุดพักทุก         </span>6 <span lang="TH">เดือน         แล้วในระหว่างที่หยุด<br />
พักควรรับประทานกรดอะมิโนชนิดอื่น         ๆ         ให้ครบทั้ง </span>20         <span lang="TH">ชนิดร่วมด้วย         และการรับประทานโปรตีนจากเนื้อ<br />
สัตว์ นม หรือไข่         ก็พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน</span></font></p>
<p class="MsoNormal">ที่มา:<a href="http://www.thailabonline.com/L-Carnitine.htm ">http://www.thailabonline.com/L-Carnitine.htm </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=152&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_152" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=152</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>L-Carnitine คืออะไร ?</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=151</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=151#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 01:49:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=151</guid>
		<description><![CDATA[คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ หลายคนนะ พอดีช่วงนี้ลองทาน L-Carnitine อยู่เลยอยากจะแชร์ความรู้ที่หามาได้ให้เพื่อนๆ เอาไว้อ่านเพื่อนพิจารณาก่อนรับประทาน
L-Carnitine  คืออะไร ?
เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง  ร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทาน และได้รับจากการ
สังเคราะห์ ขึ้นมา
L-Carnitineสังเคราะห์มากจากกรดอะมิโนไลซีน  ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมา
เองได้ โดยใช้ Vitamin B6  ,B5 ,Vitamin C ,เหล็ก และกรดอะมิโนเมไทโอนีน
ส่วนแหล่งอาหารที่มี  Carnitine ร่างกายจะได้รับมาจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ  โดยเฉพาะ
อย่าง ยิ่งเนื้อแดง เช่นเนื้อวัว และเนื้อหมู
Carnitine  มีหน้าที่ช่วยนำกรดไขมันเข้าไปเผาผลาญในไมโตคอนเดรีย (เพื่อเปลี่ยนให้
เป็นพลังงาน) คล้ายๆสายพานลำเลียงไขมันไปเผาผลาญนั่นแหละครับ
ซึ่ง ไมโตคอนเดรียจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน คล้ายๆแบตเตอรี่รถยนต์ครับ
สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริมบอกกับคุณ
ผู้ผลิตอาหารเสริมมักจะบอกว่า การได้รับ L-Carnitine  ที่เพียงพอจะช่วยเผาผลาญไขมัน
ได้มากขึ้น   และจะทำให้เซลล์นำไขมันไปเผาผลาญมากขึ้นแทนที่จะสะสมเป็น
“ไขมัน”
ดังนั้นจึงมีความคิดที่ว่า ถ้าให้ L-Carnitine มากขึ้น  ก็น่าที่จะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น
ดังนั้นจึงมักใช้เป็นส่วน ประกอบของอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาและอาหารเสริมลด
น้ำหนัก
สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริม ไม่ได้บอกให้คุณรู้
ทฤษฎีบอกว่าช่วยในการพากรดไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียเพื่อใช้ในการเผา ผลาญมาก
ขึ้น     แต่ความจริงในทางปฏิบัติสามารถเร่งการเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ???
การ ทดลองหนึ่งในแมวอ้วน (แน่นอนครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ หลายคนนะ พอดีช่วงนี้ลองทาน <span class="text"><strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 28px">L-Carnitine</span></font></strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 28px"> อยู่เลยอยากจะแชร์ความรู้ที่หามาได้ให้เพื่อนๆ เอาไว้อ่านเพื่อนพิจารณาก่อนรับประทาน</span></font></span></p>
<p><strong><font face="Angsana New" size="5">L-Carnitine  คืออะไร ?</font></strong></p>
<p><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 29px">เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง  ร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทาน และได้รับจากการ<br />
สังเคราะห์ ขึ้นมา</span></font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">L-Carnitineสังเคราะห์มากจากกรดอะมิโนไลซีน  ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมา<br />
เองได้ โดยใช้ Vitamin B6  ,B5 ,Vitamin C ,เหล็ก และกรดอะมิโนเมไทโอนีน<br />
ส่วนแหล่งอาหารที่มี  Carnitine ร่างกายจะได้รับมาจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ  โดยเฉพาะ<br />
อย่าง ยิ่งเนื้อแดง เช่นเนื้อวัว และเนื้อหมู</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">Carnitine  มีหน้าที่ช่วยนำกรดไขมันเข้าไปเผาผลาญในไมโตคอนเดรีย (เพื่อเปลี่ยนให้<br />
เป็นพลังงาน) คล้ายๆสายพานลำเลียงไขมันไปเผาผลาญนั่นแหละครับ</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">ซึ่ง ไมโตคอนเดรียจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน คล้ายๆแบตเตอรี่รถยนต์ครับ</font></p>
<p><strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 28px">สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริมบอกกับคุณ<br />
</span></font></strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 29px">ผู้ผลิตอาหารเสริมมักจะบอกว่า การได้รับ L-Carnitine  ที่เพียงพอจะช่วยเผาผลาญไขมัน<br />
ได้มากขึ้น   และจะทำให้เซลล์นำไขมันไปเผาผลาญมากขึ้นแทนที่จะสะสมเป็น<br />
“ไขมัน”</span></font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">ดังนั้นจึงมีความคิดที่ว่า ถ้าให้ L-Carnitine มากขึ้น  ก็น่าที่จะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น<br />
ดังนั้นจึงมักใช้เป็นส่วน ประกอบของอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาและอาหารเสริมลด<br />
น้ำหนัก</font></p>
<p><strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 28px">สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริม ไม่ได้บอกให้คุณรู้<br />
</span></font></strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 29px">ทฤษฎีบอกว่าช่วยในการพากรดไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียเพื่อใช้ในการเผา ผลาญมาก<br />
ขึ้น     แต่ความจริงในทางปฏิบัติสามารถเร่งการเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ???</span></font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">การ ทดลองหนึ่งในแมวอ้วน (แน่นอนครับ ไม่ใช่คน) เปรียบเทียบกับการได้รับ L-<br />
Carnitine 250 มิลลิกรัมต่อวัน กับไม่ให้ เป็นระยะเวลา 18 สัปดาห์  พบว่าแมวอ้วนที่ได้<br />
รับ L-Carnitine น้ำหนักลดลงได้เร็วกว่า</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">แต่ การทดลองนี้ไม่ได้ทำในมนุษย์ครับ ซึ่งแน่นอนครับว่าสิ่งที่ได้ผลในแมว  อาจไม่ได้<br />
ผลในมนุษย์</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">การศึกษาว่าการให้ L-Carnitine  จะสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในมนุษย์ได้จริง<br />
หรือไม่  น้อยมาก- น้อยมากมาก  และเป็นข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่    บางการศึกษาก็บอก<br />
ว่าไม่ช่วย    บางการศึกษาบอกว่าช่วยน้อยมากครับ</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">โดยปกติแล้วเราเองก็ได้รับ  L-Carnitine จากอาหาร และสร้างขึ้นมาในร่างกายได้เอง<br />
และมีการ ศึกษาว่า L-Carnitine ช่วยลดน้ำหนักได้ไม่มาก จนไม่มีความสำคัญในเรื่อง<br />
ของการลดน้ำหนัก</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">มีการศึกษาหนึ่งได้ทดลองให้ L-Carnitine  ในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกิน<br />
13 คน  และเปรียบเทียบกับยาหลอก (ไม่ได้รับ L-Carnitine) 15 คน และให้รับประทาน<br />
อาหารเหมือนๆกัน และออกกำลังกายเหมือนกัน  ไม่พบความแตกต่างในดัชนีมวลกาย</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">มีการศึกษาอยู่อีกการศึกษาหนึ่งที่นำ หญิงอ้วน 36 ราย ให้ L-Carnitine 4 กรัมต่อวัน เป็น<br />
ระยะเวลา 60  วัน ให้ผลไม่แตกต่างจากเม็ดแป้ง  ไม่ว่าจะเป็นผลในเรื่องของน้ำหนักตัว<br />
หรือดัชนีมวลกาย  แม้แต่การเผาผลาญไขมัน</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">โดยทั่วไปผลลัพธ์ ในเรื่องของการเผาผลาญไขมันโดยใช้ L-Carnitine นั้น แทบจะไม่<br />
ช่วย ในเรื่องของการเร่งการเผาผลาญเลย   ไม่เคยมีใครลดน้ำหนักส่วนเกินในร่างกายได้<br />
จริงโดยการรับประทาน  L-Carnitine เสริมหรอกครับ</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">L-Carnitine ค่อนข้างที่จะปลอดภัยนะครับ  และผลข้างเคียงมีน้อยมากๆ ตอนนี้ยังไม่<br />
ปรากฏว่าทำให้เกิดผล เสียต่อร่างกายใดๆ   แต่อย่าลืมครับว่า “ปลอดภัย”  ก็ไม่ได้<br />
หมาย ความว่า “ได้ผล”</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">ถ้าคุณยังเลือกที่จะใช้ L-Carnitine อยู่  ในหลายๆการศึกษาแนะนำให้รับประทานวันละ<br />
500 มิลลิกรัมต่อวัน   (บางการศึกษาใช้มากถึง 5000-6000 มิลลิกรัมเสียด้วยซ้ำ)</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">ดังนั้นถ้า คุณเห็นในสลากอาหารเสริม(ส่วนใหญ่ ) เขียนไว้ว่ามี L-Carnitine  รวมอยู่เพียง<br />
แค่ 20 ,50 หรือ 100 มิลลิกรัมแล้วล่ะก็   ปริมาณเพียงแค่นั้น….ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="5">ในขณะเดียวกัน  ก็เป็นอาหารเสริมที่จัดว่า แพงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต เมื่อ<br />
เปรียบเทียบกับราคา กับผลลัพธ์แล้ว  ไม่มีหลักฐานใดที่สนับสนุนว่าช่วยในการลด<br />
ไขมันส่วนเกินได้จริง   แต่ถ้าคุณจะรับประทานเพื่อหวังผลในเรื่องของสุขภาพทั่วไป<br />
แล้ว  ผมไม่ห้ามครับ</font></p>
<p><strong><font face="Angsana New" size="5"><span style="font-size: 24px; line-height: 28px">อ้างอิง<br />
</span></font></strong><font face="Angsana New" size="4"><span style="font-size: 20px; line-height: 24px">-The clinical and metabolic effects of rapid weight loss in obese  pet cats and the influence of<br />
supplemental oral  L-carnitine. - Center SA - J Vet Intern Med - 01-NOV-2000; 14(6):  598-608 (From<br />
NIH/NLM MEDLINE)</span></font></p>
<p><font face="Angsana New" size="4">-Carnitine does not  improve weight loss outcomes in valproate-treated bipolar patients  consuming an<br />
energy-restricted, low-fat diet. - Elmslie JL -  Bipolar Disord - 01-OCT-2006; 8(5 Pt 1): 503-7 (From<br />
NIH/NLM  MEDLINE)</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="4">-L-Carnitine supplementation combined with aerobic  training does not promote weight loss in<br />
moderately obese  women. - Villani RG - Int J Sport Nutr Exerc Metab - 01-JUN-2000; 10(2):  199-207<br />
(From NIH/NLM MEDLINE)</font></p>
<p><font face="Angsana New" size="4">-Weight loss  favorably modifies anthropometrics and reverses the metabolic syndrome  in<br />
premenopausal women. - Lofgren IE - J Am Coll Nutr -  01-DEC-2005; 24(6): 486-93</font></p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.thaifittips.com/supplement002.html">http://www.thaifittips.com/supplement002.html </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=151&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_151" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=151</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การขูดมดลูก</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=150</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=150#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 03:10:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[ 
โดย นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และ  ทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช
1.1   การขูดมดลูก  คือ การใช้ห่วงเล็ก ๆ  สอดเข้าไปทางปากมดลูกเข้าไปในมดลูกเพื่อขูดผนังมดลูกเอาส่วนของการตั้งครรภ์  และ/หรือเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา  เพื่อการรักษาภาวการณ์ตั้งครรภ์ผิดปกติ การแท้งบุตร   การมีสิ่งแปลกปลอมในโพรงมดลูก   หรือเพื่อการวินิจฉัยสาเหตุกรณีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก
การทำอาจมี ความรู้สึกเจ็บบ้าง จึงมีการทำภายใต้การให้ยาป้องกันและบรรเทาปวด   หรือให้ยาสลบ  แล้วแต่กรณีของผู้ป่วยที่มีสภาวะและสาเหตุแตกต่างกัน   หรือความถนัด, ความชำนาญของแพทย์ที่แตกต่างกัน
1.2  การขูด มดลูกที่เกิดจากการมีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก   จะทำด้วยเหตุผลเพื่อการพิสูจน์หาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติโดยนำเนื้อเยื่อบุ โพรงมดลูกและเนื้อเยื่อบุของปากมดลูกไปตรวจหาพยาธิสภาพ  ซึ่งผลพลอยได้คือ  ทำให้เลือดที่ออกหยุดลงหรือทุเลาลงได้
ปกติจะไม่ทำเพื่อต้องการให้ เลือดหยุดอย่างเดียว  เพราะการทำให้เลือดหยุด (ในกรณีที่รู้สาเหตุแล้ว เช่น  รังไข่ทำงานผิดปกติ) สามารถทำได้โดยการให้ยาแก้
1.3  กรณีการ แท้งที่หยุดยั้งไม่ได้  (มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ปวดท้อง ปากมดลูกเปิด) หรือแท้งไม่ครบ  (มีการแท้งแล้ว แต่ส่วนของการตั้งครรภ์หลุดออกมาจากโพรงมดลูกไม่หมดทำให้ เลือดไม่หยุดไหล)  หรือแท้งค้าง (มีการแท้งแบบหยุดยั้งไม่ได้  หรือแบบแท้งไม่ครบเลือดออกเรื้อรังเป็นเวลานาน ๆ)   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"> <img src="http://www.vibhavadi.com/fertility/backend/cmsimg/cms129img1.jpg" height="257" width="150" /></p>
<p>โดย นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และ  ทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช</p>
<p><strong>1.1   การขูดมดลูก</strong>  คือ การใช้ห่วงเล็ก ๆ  สอดเข้าไปทางปากมดลูกเข้าไปในมดลูกเพื่อขูดผนังมดลูกเอาส่วนของการตั้งครรภ์  และ/หรือเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา  เพื่อการรักษาภาวการณ์ตั้งครรภ์ผิดปกติ การแท้งบุตร   การมีสิ่งแปลกปลอมในโพรงมดลูก   หรือเพื่อการวินิจฉัยสาเหตุกรณีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก<br />
การทำอาจมี ความรู้สึกเจ็บบ้าง จึงมีการทำภายใต้การให้ยาป้องกันและบรรเทาปวด   หรือให้ยาสลบ  แล้วแต่กรณีของผู้ป่วยที่มีสภาวะและสาเหตุแตกต่างกัน   หรือความถนัด, ความชำนาญของแพทย์ที่แตกต่างกัน</p>
<p><strong>1.2  การขูด มดลูกที่เกิดจากการมีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก</strong>   จะทำด้วยเหตุผลเพื่อการพิสูจน์หาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติโดยนำเนื้อเยื่อบุ โพรงมดลูกและเนื้อเยื่อบุของปากมดลูกไปตรวจหาพยาธิสภาพ  ซึ่งผลพลอยได้คือ  ทำให้เลือดที่ออกหยุดลงหรือทุเลาลงได้</p>
<p>ปกติจะไม่ทำเพื่อต้องการให้ เลือดหยุดอย่างเดียว  เพราะการทำให้เลือดหยุด (ในกรณีที่รู้สาเหตุแล้ว เช่น  รังไข่ทำงานผิดปกติ) สามารถทำได้โดยการให้ยาแก้</p>
<p><strong>1.3  กรณีการ แท้งที่หยุดยั้งไม่ได้</strong>  (มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ปวดท้อง ปากมดลูกเปิด) หรือแท้งไม่ครบ  (มีการแท้งแล้ว แต่ส่วนของการตั้งครรภ์หลุดออกมาจากโพรงมดลูกไม่หมดทำให้ เลือดไม่หยุดไหล)  หรือแท้งค้าง (มีการแท้งแบบหยุดยั้งไม่ได้  หรือแบบแท้งไม่ครบเลือดออกเรื้อรังเป็นเวลานาน ๆ)   เมื่อขูดเอาส่วนของการตั้งครรภ์ออกมาหมดแล้ว   อาการปวดท้องและเลือดออกจะทุเลาและดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ</p>
<p><strong>1.4   กรณีการขูดมดลูกที่ทราบว่าตั้งครรภ์ผิดปกติแน่นอน</strong>   แพทย์อาจจะขูดมดลูกเอาส่วนของการตั้งครรภ์ออกก่อนที่จะมีอาการแท้ง (ปวดท้อง  + เลือดออก)ออกมาเอง  เพื่อจะได้กำหนดเวลาและสถานที่  วิธีการ   โดยที่ผู้ป่วยกับแพทย์ได้มีการเตรียมตัวก่อนที่จะทำ  มักทำในอายุครรภ์   หรือขนาดของครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์   เพราะมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าครรภ์อายุมากกว่า 12  สัปดาห์</p>
<p>ถ้าครรภ์ อายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์  อาจใช้วิธีดูดออกด้วยระบบสุญญากาศอย่างเดียว   หรือร่วมกับการขูดมดลูก  หรือขูดมดลูกอย่างเดียว</p>
<p>ถ้าอายุครรภ์ มากกว่า 8 สัปดาห์  การใช้สุญญากาศอย่างเดียวอาจได้ผลไม่ดี   หรือทำไม่ได้ผล  ต้องใช้วิธีขูดมดลูกร่วมด้วย  หรือขูดมดลูกอย่างเดียว</p>
<p>อาการ ของคนไข้กรณีนี้  หลังขูดมดลูกจะแตกต่างกับกรณี 1.3 (แท้งเอง)  คือ  หลังจากขูดมดลูกแล้ว  จะมีอาการเลือดออกบ้างและหลังจากนั้น 2-5 วัน  (ไม่เกิน 7 วัน) จะมีอาการปวดท้องจากมดลูกบีบตัว และมีเลือด  หรือเศษชิ้นเนื้อออกมาอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากนั้นอาการปวดท้องและปริมาณเลือดจะลดลงภายในข้ามคืน  และจะค่อย ๆ  ดีขึ้นเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ต่อมา  กรณี 1.3 ต่างกับ 1.4  เพราะแตกต่างกันในระดับฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ในร่างกาย   และมีผลต่อการบีบตัวของมดลูก  แพทย์อาจจะให้ยาแก้ปวดท้องน้อยไว้คอยกันหรือแก้ปวดท้อง   และถ้าเห็นว่ามีการเสียเลือดมากจะให้ยาบำรุงเลือดไปรับประทานด้วย   แล้วนัดมาดูอาการอีกครั้ง</p>
<p><strong>ข้อปฏิบัติตัวของผู้ป่วย  หลังจากขูดมดลูกแล้ว</strong></p>
<p>ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  สังเกตดูอาการมีเลือดออกทางช่องคลอดและอาการปวดท้องในข้อ 1.2-1.4   ถ้ามีอาการปวดเรื้อรัง  ปวดมากเกินกว่าที่กล่าวข้างต้น  หรือเลือดไม่มีทีท่าจะหยุดภายใน 5-7 วัน หรือมีไข้   หรือมีกลิ่นผิดปกติของเลือดหรือตกขาวจากช่องคลอด   ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนถึงวันนัด   การมีเพศสัมพันธ์ให้มีได้หลังจากเลือดหยุดสนิทแล้ว 1-2  วัน</p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&amp;id=129">http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&amp;id=129 </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=150&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_150" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=150</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>10 ท่าลดพุง</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=149</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=149#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 02:54:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=149</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีท่าในการลดพุงของคุณมาให้ทำกัน 10 ท่า เริ่มจากทำท่าเหล่านี้ท่าละ 10 ครั้ง ต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ
ท่าที่ 1

 ท่าที่ 2

 ท่าที่ 3

 ท่าที่ 4

 ท่าที่ 5


ท่าที่ 6


 ท่าที่ 7

 ท่าที่ 8

 ท่าที่ 9

 ท่าที่ 10

ที่มา:http://www.ladytip.com/main/content/view/70/75/ 
Thai Share This
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มีท่าในการลดพุงของคุณมาให้ทำกัน 10 ท่า เริ่มจากทำท่าเหล่านี้ท่าละ 10 ครั้ง ต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>ท่าที่ 1</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex1.gif" align="middle" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 2</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex2.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 3</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex3.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 4</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex4.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 5</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex5.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /><br />
<strong><br />
ท่าที่ 6<br />
</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex6.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 7</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex7.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 8</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex8.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 9</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex9.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p><strong> ท่าที่ 10</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.ladytip.com/main/images/stories/deit/ex10.gif" border="0" hspace="0" vspace="0" /></p>
<p align="left">ที่มา:<a href="http://www.ladytip.com/main/content/view/70/75/">http://www.ladytip.com/main/content/view/70/75/ </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=149&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_149" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=149</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ถุงน้ำของรังไข่ใช่เนื้องอกหรือเปล่า(ovarian cyst)</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=148</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=148#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 16:36:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[
โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากวิาวดี
รัง ไข่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ในอุ้งเชิงกรานอยู่ 2 ข้างซ้ายขวาของมดลูก มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศสตรีและทำให้เกิดมีไข่ตกสลับกันเดือนละ 1 ข้าง โดยการสร้างถุงไข่ที่บรรจุไข่อยู่ายใน ถุงไข่ที่จะตกไข่จะค่อยๆ โตขึ้นจนประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. ก็แตกออก น้ำในถุงไข่ไหลออกมาพร้อมกับพาไข่ในถุงออกมาด้วย แล้วไข่ก็ถูกท่อนำไข่จับเข้าไปในท่อ
ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น ไข่ก็มีโอกาสจะผสมกับอสุจิเป็นตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวที่มดลูก ถุงไข่ที่แตกและไข่หลุดออกไปแล้วจะเปลี่ยนสาพเป็นคอร์ปัสลูเตี่ยม (Corpus luteum) มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว คอร์ปัสลูเตียม อาจมีลักษณะเป็นถุงน้ำ หรือเป็นเนื้อสีเหลือง และมักจะหายไปเมื่อถึงรอบเดือนถัดไป
แล้วถุงน้ำรังไข่หมายถึงอะไร
ถุงน้ำรังไข่อาจเกิดจากการทำงานของรังไข่ หรืออาจเกิดจากโรคที่รังไข่ก็ได้
ถ้า เกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ อาจเป็นถุงไข่ที่ไข่ไม่ตกแล้วค้างอยู่นานกว่าปกติ หรือเป็นถุงคอร์ปัสลูเตียมที่อยู่นานกว่าปกติ อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซ.ม. แต่น้อยรายจะถึงขนาด 5-6 ซ.ม. แต่มันจะหายไปเอง ายใน 1-2 เดือนหลังจากพบ เป็นถุงน้ำรังไข่ที่มักพบบ่อยที่สุด
ถ้าถุงน้ำรังไข่ไม่ได้เกิดจากการคลาดเคลื่อนการทำงานของรังไข่ ก็เกิดได้จากโรค 2 อย่างคือ
1. เนื้องอกของรังไข่ ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง (เป็นส่วนมาก) หรือเป็นมะเร็ง(เป็นส่วนน้อย)
2. เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ หรือรู้จักกันในนาม ถุงน้ำช็อกโกแลต ข้างในถุงเป็นเลือดที่สะสมกันอยู่จนเป็นสีน้ำตาลข้นเหมือนช็อกโกแลต เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นและมีเลือดออกขังอยู่เป็นเวลานานๆ มักเกิดร่วมกับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกรานตำแหน่งอื่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img src="http://www.vibhavadi.com/fertility/backend/cmsimg/cms41img1.jpg" height="240" width="320" /></p>
<p>โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากวิาวดี</p>
<p>รัง ไข่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ในอุ้งเชิงกรานอยู่ 2 ข้างซ้ายขวาของมดลูก มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศสตรีและทำให้เกิดมีไข่ตกสลับกันเดือนละ 1 ข้าง โดยการสร้างถุงไข่ที่บรรจุไข่อยู่ายใน ถุงไข่ที่จะตกไข่จะค่อยๆ โตขึ้นจนประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. ก็แตกออก น้ำในถุงไข่ไหลออกมาพร้อมกับพาไข่ในถุงออกมาด้วย แล้วไข่ก็ถูกท่อนำไข่จับเข้าไปในท่อ</p>
<p>ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น ไข่ก็มีโอกาสจะผสมกับอสุจิเป็นตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวที่มดลูก ถุงไข่ที่แตกและไข่หลุดออกไปแล้วจะเปลี่ยนสาพเป็นคอร์ปัสลูเตี่ยม (Corpus luteum) มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว คอร์ปัสลูเตียม อาจมีลักษณะเป็นถุงน้ำ หรือเป็นเนื้อสีเหลือง และมักจะหายไปเมื่อถึงรอบเดือนถัดไป</p>
<p>แล้วถุงน้ำรังไข่หมายถึงอะไร</p>
<p><strong>ถุงน้ำรังไข่อาจเกิดจากการทำงานของรังไข่ หรืออาจเกิดจากโรคที่รังไข่ก็ได้</strong></p>
<p>ถ้า เกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ อาจเป็นถุงไข่ที่ไข่ไม่ตกแล้วค้างอยู่นานกว่าปกติ หรือเป็นถุงคอร์ปัสลูเตียมที่อยู่นานกว่าปกติ อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซ.ม. แต่น้อยรายจะถึงขนาด 5-6 ซ.ม. แต่มันจะหายไปเอง ายใน 1-2 เดือนหลังจากพบ เป็นถุงน้ำรังไข่ที่มักพบบ่อยที่สุด</p>
<p>ถ้าถุงน้ำรังไข่ไม่ได้เกิดจากการคลาดเคลื่อนการทำงานของรังไข่ ก็เกิดได้จากโรค 2 อย่างคือ</p>
<p><strong>1. เนื้องอกของรังไข่</strong> ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง (เป็นส่วนมาก) หรือเป็นมะเร็ง(เป็นส่วนน้อย)</p>
<p><strong>2. เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่</strong> หรือรู้จักกันในนาม <strong>ถุงน้ำช็อกโกแลต</strong> ข้างในถุงเป็นเลือดที่สะสมกันอยู่จนเป็นสีน้ำตาลข้นเหมือนช็อกโกแลต เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นและมีเลือดออกขังอยู่เป็นเวลานานๆ มักเกิดร่วมกับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกรานตำแหน่งอื่น ๆ ซึ่งมักมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย</p>
<p><strong><br />
</strong><strong>อาการของถุงน้ำรังไข่</strong><br />
ถุงน้ำรังไข่ส่วน ใหญ่จะเป็นถุงเล็ก ๆ (ไม่เกิน 3-4 ซ.ม.) มักไม่มีอาการอะไรและมักจะหายไปเอง ไม่ใช่เนื้องอกเกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ แต่ถ้ามีอาการบิดที่ขั้ว ถุงแตกหรือมีเลือดออกก็จะทำให้มีอาการปวด ลักษณะปวดเสียด ปวดบิด หรือปวดถ่วงได้ อาจทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์</p>
<p>ถ้าถุงน้ำมีขนาดโต ก็อาจจะคลำก้อนได้ในท้อง หรืออาการที่มันเบียดกดอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปวดท้องน้อย ถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือ ถ่ายอุจจาระลำบาก เป็นต้น ถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมะเร็งในระยะแรกๆ ก็อาจไม่มีอาการอะไรเช่นเดียวกัน จะมีอาการเมื่อเป็นมาก คือก้อนโตขึ้นเร็ว มีนำในท้อง(ท้องมาน)เบื่ออาหาร น้ำหนักลด</p>
<p><strong>การวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดถุงน้ำรังไข่<br />
</strong>ถุง น้ำรังไข่โดยส่วนใหญ่ ตรวจพบจากการตรวจเช็คร่างกายโดยการตรวจายในธรรมดา และเมื่อตรวจร่างกายแล้วแพทย์ก็จะทำการตรวจเพิ่มเติมดูลักษณะว่าถุงน้ำนี้มี ลักษณะเป็นอย่างไร น่าจะเกิดจากโรคอะไร การตรวจเพิ่มเติมที่มักทำกัน ได้แก่</p>
<p>1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจเพิ่มเติมที่ทำได้ง่าย ราคาไม่แพงและให้ข้อมูลที่ดี</p>
<p>2. การทำการเจาะท้องส่องกล้องตรวจ ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นลักษณะของถุงน้ำรังไข่ได้โดยตรง วิธีนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัด</p>
<p>3. การเจาะเลือดดูสารเคมีบางอย่างเพื่อตรวจเบื้องต้นว่าน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่</p>
<p>4. การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI จะได้ข้อมูลชัดเจนกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ มักทำในรายที่ตรวจวิธีอื่นไม่ชัดเจนก่อนจะให้การรักษา เพราะราคาแพง</p>
<p><strong>การรักษาโรคถุงน้ำรังไข่<br />
</strong>ถ้า ถุงน้ำไม่โตมาก และไม่มีอาการอะไร แพทย์อาจจะให้ติดตามดูอาการ 1-2 เดือน ถุงน้ำนั้นอาจหายไปเองได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องรักษาอะไร เพราะเป็นจากการทำงานของรังไข่แปรปรวน ถ้าถุงน้ำใหญ่หรือมีอาการ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัด การผ่าตัดวิธีไหนและผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คือ</p>
<p>1. ขนาดและลักษณะของถุงน้ำรังไข่นั้น</p>
<p>2. อายุของผู้ป่วย</p>
<p>3. อาการที่มาพบแพทย์ว่าเป็นมากหรือไม่ เร่งด่วนหรือไม่</p>
<p>4. ความต้องการมีบุตรของผู้ป่วยในอนาคต การผ่าตัดอาจเป็นการเลาะเอาถุงน้ำออกเหลือเนื้อดีของรังไข่ไว้ หรือตัดรังไข่ข้างนั้นออกเลย หรือต้องตัดออกหมดทั้งสองข้าง รวมทั้งตัดมดลูกจะต้องทำแบบไหนไม่สามารถบอกได้ 100% นอกจากหลังจากผ่าตัดเข้าไปแล้วเห็นว่าลักษณะถุงเนื้อเป็นอย่างไร<br />
ปัจจุบันมักใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้องก่อน ถ้าค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่มะเร็ง<br />
<strong><br />
สรุป </strong>ถุง Cyst รังไข่ส่วนใหญ่แล้วจะพบขนาดไม่โต พบได้บ่อยขณะวัยเจริญพันธุ์ และมักเป็นชนิดเกิดจากรังไข่ทำงานแปรปรวน แต่เมื่อตรวจพบแล้วก็ไม่ควรวางใจและควรต้องตรวจว่ามันหายไปายใน 1-2 เดือน หรือ ตรวจเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่ได้เป็นเนื้องอก (โดยเฉพาะมะเร็ง )</p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&amp;id=41">http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&amp;id=41 </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=148&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_148" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=148</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปวดคอ - ปวดไหล่</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=147</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=147#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 16:33:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=147</guid>
		<description><![CDATA[ปวดคอ
ลำคอเป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเวลาเข้านอน    ลำคอมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จึงมักเป็นจุดอ่อนที่จะเกิดอันตรายกับกระดูกคอได้ง่าย
สาเหตุของอาการปวดคอ
สาเหตุของอาการปวดคอมักเกิดจากอริยาบถที่ผิดสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน อาทิ

 นอนคว่ำเป็นประจำ นอนหมอนสูงเกินไป การสลัดคอ สลัดผม หรือใช้คอกับไหล่หนีบโทรศัพท์      เล่นดนตรีที่ จะต้องวางบนบ่าและใช้คอยันไว้
งานที่ต้องเกร็งไหล่ทั้งสองข้าง หรือก้มๆ เงยๆ บ่อย เช่น เย็บผ้า พิมพ์ดีด      ใช้คอมพิวเตอร์
 นั่งทำงานกับโต๊ะ เก้าอี้ที่ไม่ได้สัดส่วน
 การนั่งหลับ หรือนั่งสัปปะหงก
 อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของคอทันที เช่น รถชนท้าย ตกจักรยานยนต์      หกล้ม
 การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น าวะข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น

อาการปวดคอ

 ปวดเมื่อยต้นคอ คอเคล็ด เอี้ยวคอไม่ถนัด อาจเจ็บเป็นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปวดคอ</strong></p>
<p>ลำคอเป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเวลาเข้านอน    ลำคอมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จึงมักเป็นจุดอ่อนที่จะเกิดอันตรายกับกระดูกคอได้ง่าย</p>
<p><strong>สาเหตุของอาการปวดคอ</strong></p>
<p>สาเหตุของอาการปวดคอมักเกิดจากอริยาบถที่ผิดสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน อาทิ</p>
<ol>
<li> นอนคว่ำเป็นประจำ นอนหมอนสูงเกินไป การสลัดคอ สลัดผม หรือใช้คอกับไหล่หนีบโทรศัพท์      เล่นดนตรีที่ จะต้องวางบนบ่าและใช้คอยันไว้</li>
<li>งานที่ต้องเกร็งไหล่ทั้งสองข้าง หรือก้มๆ เงยๆ บ่อย เช่น เย็บผ้า พิมพ์ดีด      ใช้คอมพิวเตอร์</li>
<li> นั่งทำงานกับโต๊ะ เก้าอี้ที่ไม่ได้สัดส่วน</li>
<li> การนั่งหลับ หรือนั่งสัปปะหงก</li>
<li> อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของคอทันที เช่น รถชนท้าย ตกจักรยานยนต์      หกล้ม</li>
<li> การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น าวะข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น</li>
</ol>
<p><strong>อาการปวดคอ</strong></p>
<ol>
<li> ปวดเมื่อยต้นคอ คอเคล็ด เอี้ยวคอไม่ถนัด อาจเจ็บเป็นๆ ทายๆ อาจมีอาการตั้งแต่น้อยถึงมากได้</li>
<li> ต่อมาจะมีอาการปวดร้าวลงบ่า ลงแขนและสบัก (สบักจม) มีอาการปวดร้าวที่ปลายแขนศอก      บางทีมีอาการคล้ายข้อมือซ้น มืออ่อนแรง หยิบของมักตกบ่อยๆ หรือจับปากกาไม่ค่อยอยู่      อาจเจ็บโคนนิ้วหัวแม่มือ ชาที่นิ้วมือ ข้อมือและแขน</li>
<li> ต่อมาจะเจ็บหัวไหล่เวลานอนตะแคง กล้ามเนื้อและหน้าอกข้างนั้นจะค่อยๆ ลีบลง      ไหล่ติด ยกแขนหรือเกาหลังไม่ได้</li>
<li> หากทิ้งไว้จนเป็นมากขึ้นจะปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดทั้งศีรษะ ลมออกหู หายใจไม่เต็มอิ่มอาจมีอาการ      เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน</li>
</ol>
<p><strong>การรักษาและการป้องกัน</strong></p>
<ol>
<li> การรักษาด้วยตนเอง
<ul>
<li> ใช้หมอนที่เหมาะสมหนุนบริเวณต้นคอ ไม่หนุนบริเวณศีรษะหรือใช้หมอนที่แข็งหรือสูงเกินไปจนทำให้ศีรษะกระดกขึ้น          หมอนหนุนที่ถูกต้องจะรองบริเวณก้านคอ เมื่อนอนหงายกลางหมอนคอจะเป็นรูปสะพานโค้ง          และคอจะขนานกับพื้นเวลานอนตะแคง หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกใช้หมอนที่เหมาะสมกับตนเอง          เพราะลำคอ รูปศีรษะ และความหนาของลำตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน</li>
<li> ไม่ควรนอนคว่ำเป็นประจำเพราะจะทำให้ลำคอบิดผิดท่าและเกิดปวดคอได้</li>
<li> ไม่ควรสลัดผมบ่อยๆ (ทรงผมที่ปรกหน้าอาจเป็นสาเหตุของโรคปวดคอได้)</li>
<li> ควรใช้โต๊ะทำงานและเก้าอี้ที่ได้สัดส่วนกัน ไม่ต้องก้ม ไม่ทำให้หลังโกง</li>
<li> การนั่งรถ ไม่ควรปรับพนักอิงให้เอนเกินไปเพราะลำคอต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา          และควรมีที่หนุนที่รองรับ ก้านคอได้พอดี</li>
<li> หากทำงานที่ต้องก้มคอเป็นระยะนานๆ เช่น เย็บผ้า เขียนรูป อย่านั่งนานและพยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ</li>
</ul>
</li>
<li> ใช้เครื่องพยุงคอ หรือใช้ม้วนผ้าขนหนูที่หนาและยาวพอที่จะพยุงรับน้ำหนักพันรอบคอไว้เพื่อจำกัดการ      เคลื่อนไหวและลดน้ำหนักของศีรษะให้กดลำคอน้อยลง และใส่ให้นานพอให้อาการดีขึ้น</li>
<li> ประคบร้อนหรือประคบเย็น ใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบบริเวณที่ปวด 15 - 20 นาที      แล้วทายาแก้ปวดและนวดเบาๆ เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ</li>
<li> บริหารกล้ามเนื้อคอ เมื่ออาการทุเลา จึงเริ่มบริหารกล้ามเนื้อคอ (ตามรูป)<br />
<strong>การบริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และทุเลาอาการปวด        </strong></p>
<p>การบริหารในท่านี้ควรเริ่มต้นทำที่หน้ากระจก โดยใช้แรงน้อยๆ ก่อน เพื่อให้หน้าตรง        เมื่อชำนาญแล้วจึงสามารถบริหารได้ทุกที่ ไม่ว่าในรถหรือที่ทำงานโดยเพิ่มแรงมากขึ้น        โดยบริหารวันละ 3 - 4 รอบ</li>
</ol>
<blockquote class=" __noscriptOpaqued__"><p><strong>ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ</strong></p>
<p class=" __noscriptOpaqued__"><strong class=" __noscriptOpaqued__">                                  </strong></p>
</blockquote>
<ul>
<li> ท่าที่ 1 ใช้กำปั้นยันหน้าผากเหมือนจะให้หงายไปข้างหลัง เกร็งศีรษะสู้กับแรงโดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0004.gif" height="117" width="150" /></p>
<ul>
<li> ท่าที่ 2 ใช้กำปั้นด้านนิ้วมือกดลงด้านหลังในบริเวณที่ทุยของศีรษะ เกร็งศีรษะสู้โดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0005.gif" height="117" width="150" /></p>
<ul>
<li> ท่าที่ 3 กำมือและเอาสันมือยันเหนือกกหู (บริเวณทัดดอกไม้) และเกร็งศีรษะสู้ทีละข้าง      โดยรักษาระดับศีรษะให้ตั้งตรงอยู่เสมอ</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0006.gif" height="117" width="150" /></p>
<ul>
<li> ท่าที่ 4 ใช้สันมือบริเวณฐานของหัวแม่มือยันขากรรไกรทีละข้าง แล้วเกร็งหน้าสู้      ไม่ให้หน้าหมุนไป</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0007.gif" height="117" width="150" /></p>
<blockquote class=" __noscriptOpaqued__"><p>
<strong>ท่าบริหารกล้ามเนื้อไหล่</strong></p>
<p>อุปกรณ์ที่ใช้ คือ โต๊ะและเก้าอี้แบบมีพนักพิง และน้ำหนักถ่วง (เริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ      ก่อน)</p>
<p>การเตรียมพร้อมก่อนเริ่มบริหาร นั่งตัวตรงหลังพิงพนักเต็มที่ แขนทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ      ผูกน้ำหนักถ่วงที่ข้อมือทั้งสองข้าง ในการบริหารแต่ละท่ายกขึ้นนับสิบแล้วพักหนึ่งครั้งโดยค่อยๆ      เพิ่มจำนวนครั้งจนถึงสิบครั้งทุกท่า แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักที่ข้อมือมากขึ้น ทำซ้ำจนได้พอสมควรจึงเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก</p>
<p class=" __noscriptOpaqued__">&nbsp;</p>
</blockquote>
<ul>
<li> ท่าที่ 1 : ท่ายกกล้ามเนื้อบ่าด้านบน</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0008.gif" height="111" width="150" /></p>
<blockquote><p> นำแขนวางบนโต๊ะ แล้วยกบ่าขึ้นไปหาใบหูคล้ายยักไหล่ แล้วเกร็งไว้นับ 1 - 10      แล้วทำซ้ำ</p></blockquote>
<ul>
<li> ท่าที่ 2 : ท่าแบะไหล่ไปข้างหลัง</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0009.gif" height="111" width="150" /></p>
<blockquote><p> ยกแขนจากโต๊ะเล็กน้อย ดึงสบักเข้าหากันโดยดึงหัวไหล่แบะไปข้างหลังแล้วเกร็ง      นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ</p></blockquote>
<ul>
<li>ท่าที่ 3 : ท่าถองศอกไปข้างหลัง</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0010.gif" height="111" width="150" /></p>
<blockquote><p> ยกแขนขึ้นจากโต๊ะ ถองศอกไปข้างหลังเกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ</p></blockquote>
<ul>
<li> ท่าที่ 4 : ท่ายกแขนไปข้างหน้า</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0011.gif" height="111" width="150" /></p>
<blockquote><p> นั่งตัวตรง หลังพิงเก้าอี้ เหยียดแขนยกตรงขึ้นไปจนแขนด้านในชิดใบหูเกร็งไว้      นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ</p></blockquote>
<ul>
<li>ท่าที่ 5 : ท่ากางแขนออกจากตัว</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0012.gif" height="111" width="150" /></p>
<blockquote><p> หงายผ่ามือกางแขนออกขนานกับพื้น ยกแขนเหยียดตรงขึ้นไปจนแขนชิดใบหู โดยหันผ่ามือเข้าหากัน      เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ</p></blockquote>
<ul>
<li> ท่าที่ 6 : ท่าบริหารหน้าอก (ท่าขว้างของ)</li>
</ul>
<p><img src="http://www.sukumvithospital.com/images/sukumvit/articles/articles_0013.gif" height="111" width="150" /></p>
<p>วางแขนทั้งสองข้างบนโต๊ะ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นคล้ายหยิบของขึ้นขว้าง เหยียดแขนตรง      ค่อยๆ ยกเฉียงขึ้นจนสูง เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วยกแขนอีกข้างหนึ่งทำซ้ำ</p>
<p>ที่มา:<a href="http://www.sukumvithospital.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=27">http://www.sukumvithospital.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=27 </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=147&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_147" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=147</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปวดคอและไหล่ต้องปฏิบัติตนอย่างไร</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=146</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=146#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 16:30:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[สาเหตุ
-กระดูกคอได้รับอันตรายโดยตรงหรือโดยอ้อม
-กล้ามเนื้อคอ ทำงานหนักเกินไป จากการเปลี่ยนท่าโดยกระทันหัน ความเมื่อยล้า
-โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม
การปฏิบัติตน
๑. ไม่อยู่ในอริยาบทเดียวนานๆ
๒. ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไปไม่หมุนคออย่างเร็ว
๓. หลีกเลี่ยงการก้มๆเงยๆการนอนศรีษะสูง
๔. ไม่นั่งหลังค่อม-สัปหงก และไม่นั่งหลับขณะรถวิ่ง
๕. โต๊ะทำงานสูงพอกับระดับ มือศอกสูงกว่าระดับโต๊ะเล็กน้อย เก้าอี้มีที่วางเเขน
๖. ลุกและลงนอนใช้ท่านอนตะแคงขึ้น และลงโดยใช้ข้อศอกยันพื้น ไม่ควรนอนคว่ำ
๗. ที่นอนและหมอนแน่นพอดี หมอนกว้างรับส่วนแอ่นของคอในท่านอนหงายและสูงเท่าระดับไหล่
๘. ถ้าปวดรุนแรงให้ใช้น้ำอุ่นประคบ ถ้าไม่ทุเลาไปพบแพทย์
๙. ถ้ามีอาการปวดท้องห้ามเดินทาง ในถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อห้ามเล่นกีฬาที่กระทบกระเทือนต่อคอ เช่น กระโดดเชือก แบดมินตัน
๑๐. บริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่สม่ำเสมอ
หลักทั่วไปในการบริหารคอและไหล่
-อย่าหักโหม โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง
-ถ้าปวดมาก ๆ ไปพบแพทย์
อาการปวดคอ และไหล่ เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการที่กล้ามเนื้อคอทำงานมากเกินไป เกิดจากอุบัติเหตุ หรือจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม เหล่านี้มีข้อควรระวัง และท่าบริหารคอและไหล่ เพื่อที่จะได้บรรเทาจากการเจ็บปวด
ท่าบริหารคอและไหล่


ท่าที่ 1  วิธีการปฏิบัติ
1. หมุนศีรษะไปทางขวาช้า ๆ ค้างไว้ 3 นาที
2. หมุนกลับมาหน้าตรง หยุด
3. หมุนศีรษะไปทางซ้ายช้า ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font face="Arial"><strong><font color="#006600">สาเหตุ</font></strong><br />
-กระดูกคอได้รับอันตรายโดยตรงหรือโดยอ้อม<br />
-กล้ามเนื้อคอ ทำงานหนักเกินไป จากการเปลี่ยนท่าโดยกระทันหัน ความเมื่อยล้า<br />
-โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม</font></p>
<p><font face="Arial"><strong><font color="#006600">การปฏิบัติตน</font></strong><br />
๑. ไม่อยู่ในอริยาบทเดียวนานๆ<br />
๒. ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไปไม่หมุนคออย่างเร็ว<br />
๓. หลีกเลี่ยงการก้มๆเงยๆการนอนศรีษะสูง<br />
๔. ไม่นั่งหลังค่อม-สัปหงก และไม่นั่งหลับขณะรถวิ่ง<br />
๕. โต๊ะทำงานสูงพอกับระดับ มือศอกสูงกว่าระดับโต๊ะเล็กน้อย เก้าอี้มีที่วางเเขน<br />
๖. ลุกและลงนอนใช้ท่านอนตะแคงขึ้น และลงโดยใช้ข้อศอกยันพื้น ไม่ควรนอนคว่ำ<br />
๗. ที่นอนและหมอนแน่นพอดี หมอนกว้างรับส่วนแอ่นของคอในท่านอนหงายและสูงเท่าระดับไหล่<br />
๘. ถ้าปวดรุนแรงให้ใช้น้ำอุ่นประคบ ถ้าไม่ทุเลาไปพบแพทย์<br />
๙. ถ้ามีอาการปวดท้องห้ามเดินทาง ในถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อห้ามเล่นกีฬาที่กระทบกระเทือนต่อคอ เช่น กระโดดเชือก แบดมินตัน<br />
๑๐. บริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่สม่ำเสมอ</font></p>
<p><font face="Arial"><font color="#006600"><strong>หลักทั่วไปในการบริหารคอและไหล่</strong><br />
</font>-อย่าหักโหม โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง<br />
-ถ้าปวดมาก ๆ ไปพบแพทย์</font></p>
<p>อาการปวดคอ และไหล่ เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการที่กล้ามเนื้อคอทำงานมากเกินไป เกิดจากอุบัติเหตุ หรือจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม เหล่านี้มีข้อควรระวัง และท่าบริหารคอและไหล่ เพื่อที่จะได้บรรเทาจากการเจ็บปวด</p>
<p><strong>ท่าบริหารคอและไหล่</strong></p>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 1</span></strong> <img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa01.jpg" border="3" height="167" width="300" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. หมุนศีรษะไปทางขวาช้า ๆ ค้างไว้ 3 นาที<br />
2. หมุนกลับมาหน้าตรง หยุด<br />
3. หมุนศีรษะไปทางซ้ายช้า ๆ ค้างไว้ 3 วินาที<br />
4. ทำ 1 - 3 ซ้ำ 5 - 10 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 2</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa02.jpg" border="3" height="168" width="301" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ<br />
</strong>1. ก้มศีรษะ พยายามให้คางสัมผัสอกหยุดค้างไว้สักครู่<br />
2. เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ไปด้านหลัง เท่าที่จะทำได้<br />
3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 5 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 3</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa03.jpg" border="3" height="168" width="300" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. วางบนหน้าผาก ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหว ค้างไว้ 10 วินาที<br />
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 4</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa04.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. ประสานมือบริเวณท้ายทอย ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหวค้างไว้ 10 วินาที<br />
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 5</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa05.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. วางมือขวาที่ด้านขวาของใบหน้า ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อน ค้างไว้ 10 วินาที<br />
2. พัก แล้วเริ่มทำใหม่ ในด้านซ้าย<br />
3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 3 รอบ</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 6</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa06.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. เอียงคอไปด้านขวา พยายามให้หูเข้าใกล้ไหล่ หยุดพักสักครู่ เอียงคอกลับในด้านศีรษะตรง<br />
2. เอียงคอไปด้านซ้าย เช่นกัน คิดเป็น 1 รอบ<br />
3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 ครบ 5 รอบ</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 7</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa07.jpg" border="3" height="168" width="301" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. หมุนคอเป็นรูปวงกลมไปด้านขวา 3 รอบ<br />
2. หมุนคอรูปวงกลมไปด้านซ้าย 3 รอบ<br />
3. หยุดพัก คิดเป็น 1 ครั้ง<br />
4. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 3 ครบ 3 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 8</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa08.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น นิ้วมือเกี่ยวกันดึงต้านกัน นับ 1-10 พัก<br />
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 9</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa09.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ<br />
</strong>1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น ฝ่ามือเสมอกัน ออกแรงต้านกัน นับ 1-7<br />
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<table border="0" width="70%">
<tr>
<td><strong><span style="font-size: x-small">ท่าที่ 10</span></strong><img src="http://kanchanapisek.or.th/kp4/book144/pa10.jpg" border="3" height="169" width="292" /> <strong>วิธีการปฏิบัติ</strong><br />
1. ยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับยกไหล่ขึ้นสูงเท่าที่จะทำได้<br />
2. หายใจออกพร้อมกับลดระดับไหล่ลง<br />
3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 20 ครั้ง</td>
</tr>
</table>
<ul>
<dd>ท่าบริหารคอและไหล่ทั้ง 10 ท่านี้ ควรเริ่มต้นโดยเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง อย่าหักโหม หากมีอาการปวดมาก ๆ ควรไปพบแพทย์.</dd>
</ul>
<p>ที่มา:ข้อมูล กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า</p>
<p class="akst_link"><a href="http://www.dooo-best.com/?p=146&amp;akst_action=share-this"  title="E-mail this, Post to Zickr, etc." id="akst_link_146" class="akst_share_link" rel="nofollow">Thai Share This</a>
</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&amp;p=146</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
