<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dooo-Best มุมเล็กๆ ของคนรักสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.dooo-best.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dooo-best.com</link>
	<description>มุมเล็กๆ ของคนรักสุขภาพ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Feb 2011 10:19:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>8 วิธีการนวดคลายเครียด</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=168</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=168#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 10:19:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[1. มือซ้ายรองต้นคอ และใช้อุ้งมือขวาวางพาดช่วงหน้าผาก กางนิ้วโป้งและนิ้วชี้กดลงบริเวณคิ้ว จากนั้นให้เลื่อนระดับขึ้นไปอย่างช้า ๆ จนผ่านแนวเส้นผมลึกเข้าไป 1 นิ้ว ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง 2. วางอุ้งมือทั้งสองข้างแนบข้างศีรษะเหนือใบหู และใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้นพร้อมกับการเลื่อนอุ้งมือวนเป็นวงให้อุ้งมือ ข้างหนึ่งเลื่อนไปทางด้านหน้า อีกข้างเลื่อนไปที่กลางกระหม่อม แล้วเลื่อนไปทางศีรษะด้านหลังที่บริเวณท้ายทอยและนวดจนทั่วศีรษะ 3. ใช้ปลายนิ้วนวด โดยเริ่มจากหนังศีรษะด้านข้างทั้งสองด้านพร้อมกันและค่อย ๆ กดไล่ไปทางด้านหน้าทำซ้ำลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง 4. นวดรอบไรผม โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางของแนวผม คือ บริเวณหน้าผากใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงลงไปจนถึงแนวผมข้างขมับต่อไปจนถึงบริเวณ ท้ายทอย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง 5. วางปลายนิ้วตรงกลางกระหม่อม ก่อนนวดวนเป็นวงจากจุดดังกล่าวไปถึงขมับและจากข้างขมับสู่กลางกระหม่อมเช่นเดิม 6. ก้มหน้าลง ใช้อุ้งมือซ้ายรองรับหน้าผากไว้ใช้ปลายนิ้วมือหรืออุ้งมือขวานวดในลักษณะวน เป็นวง จากหลังใบหูผ่านท้ายทอยกระทั่งไปจรดที่หลังใบหูอีกด้านหนึ่งทำซ้ำในลักษณะ เดียวกัน 2-3 ครั้ง 7. ใช้ปลายนิ้วนวดจากกลางกระหม่อมลงสู่ท้ายทอย จากท้ายทอยขึ้นไปที่กระหม่อม และจากต้นคอด้านซ้ายไปถึงบริเวณต้นคอด้านขวา 8. กำเส้นผมด้วยมือ ดึงเบา ๆ อย่างช้าๆ นับจังหวะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2></h2>
<p>1. มือซ้ายรองต้นคอ และใช้อุ้งมือขวาวางพาดช่วงหน้าผาก  กางนิ้วโป้งและนิ้วชี้กดลงบริเวณคิ้ว จากนั้นให้เลื่อนระดับขึ้นไปอย่างช้า ๆ  จนผ่านแนวเส้นผมลึกเข้าไป 1 นิ้ว ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง</p>
<p>2. วางอุ้งมือทั้งสองข้างแนบข้างศีรษะเหนือใบหู  และใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้นพร้อมกับการเลื่อนอุ้งมือวนเป็นวงให้อุ้งมือ ข้างหนึ่งเลื่อนไปทางด้านหน้า อีกข้างเลื่อนไปที่กลางกระหม่อม  แล้วเลื่อนไปทางศีรษะด้านหลังที่บริเวณท้ายทอยและนวดจนทั่วศีรษะ</p>
<p>3. ใช้ปลายนิ้วนวด โดยเริ่มจากหนังศีรษะด้านข้างทั้งสองด้านพร้อมกันและค่อย ๆ กดไล่ไปทางด้านหน้าทำซ้ำลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง</p>
<p>4. นวดรอบไรผม โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางของแนวผม คือ  บริเวณหน้าผากใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงลงไปจนถึงแนวผมข้างขมับต่อไปจนถึงบริเวณ ท้ายทอย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง</p>
<p>5. วางปลายนิ้วตรงกลางกระหม่อม ก่อนนวดวนเป็นวงจากจุดดังกล่าวไปถึงขมับและจากข้างขมับสู่กลางกระหม่อมเช่นเดิม</p>
<p>6. ก้มหน้าลง  ใช้อุ้งมือซ้ายรองรับหน้าผากไว้ใช้ปลายนิ้วมือหรืออุ้งมือขวานวดในลักษณะวน เป็นวง  จากหลังใบหูผ่านท้ายทอยกระทั่งไปจรดที่หลังใบหูอีกด้านหนึ่งทำซ้ำในลักษณะ เดียวกัน 2-3 ครั้ง</p>
<p>7. ใช้ปลายนิ้วนวดจากกลางกระหม่อมลงสู่ท้ายทอย จากท้ายทอยขึ้นไปที่กระหม่อม และจากต้นคอด้านซ้ายไปถึงบริเวณต้นคอด้านขวา</p>
<p>8. กำเส้นผมด้วยมือ ดึงเบา ๆ อย่างช้าๆ นับจังหวะ 1-3 แล้วจึงปล่อย  ทำซ้ำในลักษณะเดียวกันให้ทั่วศีรษะ  (สำหรับผู้ที่รากผมอ่อนแอหลุดร่วงง่ายไม่ควรปฏิบัติในขั้นตอนนี้)</p>
<p>หากคุณผู้อ่านนวดศีรษะตามขั้นตอนข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ  จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตการทำงานของปลายเส้นประสาทและเส้นเลือดที่ มีอยู่เป็นจำนวนมากใต้หนังศีรษะ แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาเส้นผมได้มากมาย อาทิ  ผมไร้น้ำหนัก ขาดชีวิตชีวา ผมร่วง เป็นต้น</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.dailynews.co.th/" rel="nofollow">เดลินิวส์</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=168</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขูดมดลูก</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=167</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=167#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 10:03:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=167</guid>
		<description><![CDATA[การขูดมดลูก คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรง มดลูก เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย ผู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้ หาสาเหตุของการมีบุตรยาก ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน วิธีการขูดมดลูก ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้ ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก ซึ่งพบได้น้อยได้แก่ การเสียเลือด มดลูกทะลุ มีการติดเชื้อ การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การขูดมดลูก</strong>  คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรง มดลูก  เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก  หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย<img src="http://www.healthy.freewer.net/wp-content/uploads/2010/01/dilation-curettage-300x183.jpg" class="aligncenter size-medium wp-image-212" title="dilation-curettage" alt="dilation-curettage" height="183" width="300" /><span id="more-209"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600">ผ<strong>ู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก</strong></span></p>
<ul>
<li> มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ</li>
<li>การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้</li>
<li>หาสาเหตุของการมีบุตรยาก</li>
<li>ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค</li>
<li>สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก</li>
<li>มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600">วิธีการขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ</li>
<li>นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง</li>
<li>แพทย์จะตรวจภายใน  ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก</li>
<li>แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก</li>
<li>ใส่เครื่องมือขูด  ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก</li>
<li>นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา  การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที</li>
<li>หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง  ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600"><strong>ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก</strong></span> ซึ่งพบได้น้อยได้แก่</p>
<ul>
<li>การเสียเลือด</li>
<li>มดลูกทะลุ</li>
<li>มีการติดเชื้อ</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #ff6600">การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<ol>
<li>หลังขูดมดลูก  ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก  อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ  ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์</li>
<li>หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ  ในรายที่ดมยาสลบ  อาจมีอาการข้างเคียง  คลื่นไส้  อาเจียน  ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย   เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก</li>
<li>งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์   เพื่อป้องกันการติดเชื้อ</li>
<li>การมีเลือดออกทางช่องคลอด  จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก   ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด</li>
<li>ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย  เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ  ห้ามสวนล้างช่องคลอด  เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผลภายในโพรงมดลูก</li>
<li>อาการปวด  อาจมีอาการปวดบ้างจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก  ให้รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง</li>
<li>รับประทานยาตามแพทย์สั่ง</li>
<li>มาตรวจตามแพทย์นัด</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600"><strong>อาการผิดปกติหลังขูดมดลูกที่ต้องมาพบแพทย์</strong></span></p>
<ol>
<li>มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ  ชุ่มผ้าอนามัย  ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>มีไข้ หนาวสั่น</li>
<li>ปวดท้องอย่างรุนแรง</li>
<li>มีตกขาว  หรือเลือดที่ออกทางช่องคลอด  มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #ff6600">การตรวจหลังขูดมดลูก</span></strong></p>
<p>แพทย์จะนัดมาตรวจหลังขูดมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อ</p>
<ol>
<li>ประเมินอาการผิดปกติ หลังขูดมดลูก</li>
<li>แพทย์จะบอกผลการตรวจชิ้นเนื้อ</li>
<li>ในรายที่แท้งบุตรแพทย์จะตรวจภายใน  ตรวจมะเร็งปากมดลูกให้  และแนะนำการคุมกำเนิด</li>
<li>ในรายที่ขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยโรค  แพทย์จะบอกแนวทางในการรักษาต่อไป</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff6600"><strong>การเตรียมตัวขูดมดลูกในรายที่ต้องดมยาสลบ</strong></span></p>
<ol>
<li>คืนวันก่อนขูดมดลูก  ให้งดน้ำและอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน   เพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง  ไม่เกิดการสำลักอาหารขณะดมยาสลบ   ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ</li>
<li>ไม่แต่งหน้า  ทาปาก  ทาเล็บ (ทาแป้งฝุ่นแป้งเด็กได้)  เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด  ประเมินการเสียเลือดขณะขูดมดลูก</li>
<li>ไม่ใส่เครื่องประดับ  เช่น  ตุ้มหู  แหวน  สร้อยคอ  นาฬิกา   เพื่อป้องกันการสูญหาย  ในรายที่ใส่ฟันปลอม  คอนแทคเลนส์   ให้ถอดก่อนเข้าห้องผ่าตัด</li>
<li>ควรมีญาติหรือเพื่อนมาด้วย 1 คน  เพื่อช่วยดูแลและพากลับบ้าน</li>
<li>เตรียมผ้าอนามัยสำหรับใส่หลังขูดมดลูก  เพราะหลังขูดมดลูกจะมีเลือดออกทางช่องคลอด</li>
<li>ในรายที่มีโรคประจำตัว  ให้ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง</li>
</ol>
<p>ที่มา:<a href="http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html">http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=167</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคมะเร็งเต้านม</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=166</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=166#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 10:00:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะ เร็งซ ึ่งอาจจะกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดกับท่อน้ำนม หรือมะเร็งเต้านมที่เกิดกับต่อมน้ำนม มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย ดังนั้นท่านผู้อ่านที่เป็นหญิงหรือชายควรจะตรวจเต้านมตัวเอง มะเร็งคืออะไร ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก Tumor ซึ่งแบ่งเป็น Benign และ Malignant Benign tumor คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามตัดออกได้และไม่กลับเป็นซ้ำ ไม่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น fibroadenoma, cyst, fibrocystic disease Malignant tumor เซลล์จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis โครงสร้างของเต้านม เต้านมประกอบด้วยต่อมน้ำนมประมาณ 15-20 lobe ภายใน lobe ประกอบด้วย lobules และมีถุง bulbs ติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะไปเปิดยังหัวนม nipple ภายในเต้านมยังมีหลอดเลือดและน้ำเหลือง [lymph] ซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้[axillary lymph node] มะเร็งที่พบมากเกิดในท่อน้ำนมเรียก ductal carcinoma เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะ เร็งซ ึ่งอาจจะกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดกับท่อน้ำนม  หรือมะเร็งเต้านมที่เกิดกับต่อมน้ำนม มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย  ดังนั้นท่านผู้อ่านที่เป็นหญิงหรือชายควรจะตรวจเต้านมตัวเอง</p>
<p><strong><font size="2">มะเร็งคืออะไร</font></strong></p>
<table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="468">
<tr>
<th scope="row"></th>
</tr>
</table>
<p><img src="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/breast6.gif" align="right" border="0" height="284" hspace="3" width="234" />ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก               ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย               เช่น               มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด               มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ               เป็นต้น               แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก               Tumor ซึ่งแบ่งเป็น               Benign และ Malignant</p>
<p><strong> <font size="2">Benign tumor</font> </strong></p>
<p><font size="2">คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามตัดออกได้และไม่กลับเป็นซ้ำ               ไม่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น               เช่น fibroadenoma,               cyst, fibrocystic disease</font></p>
<p><strong> <font size="2">Malignant tumor</font> </strong></p>
<p><font size="2"> เซลล์จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง               ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด               และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis</font></p>
<p><strong> <font color="#0000ff" size="2">โครงสร้างของเต้านม</font></strong></p>
<p style="line-height: 150%" align="center"><font size="2"><img src="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/breast_diagram.gif" border="0" height="271" hspace="6" width="338" /></font></p>
<p> เต้านมประกอบด้วยต่อมน้ำนมประมาณ                  15-20  lobe ภายใน lobe  ประกอบด้วย lobules  และมีถุง bulbs   ติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะไปเปิดยังหัวนม nipple                   ภายในเต้านมยังมีหลอดเลือดและน้ำเหลือง  [lymph]  ซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้[axillary  lymph node]</p>
<p>มะเร็งที่พบมากเกิดในท่อน้ำนมเรียก  ductal carcinoma   เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้  และอาจไปยังกระดูก               ตับ ปอด  โดยไปทางหลอดเลือด<br />
<center></p>
<table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" height="250" width="300">
<tr>
<td>&nbsp;</td>
</tr>
</table>
<p></center></p>
<h5 class="normal"> <span lang="th"><font size="2"> หากคลำเต้านมตัวเองจะรู้สึกอย่างไร</font></span></h5>
<p><span lang="th"> ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าเต้านมจะประกอบด้วยต่อมน้ำนม 15-20 </span>lobes<span lang="th">ดังนั้นเมื่อเราคลำก็จะได้ต่อมน้ำนม                นอกจากนั้นลักษณะเต้านมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม อายุ ระหว่างรอบเดือน การตั้งครรภ์                การให้นมบุตร การใช้ยาคุมกำเนิด วัยหมดประจำเดือน                ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลักษณะเต้านมมีการเปลี่ยนแปลง                ท่านต้องคลำจนเกิดความคุ้นเคยว่าอะไรคือปกติ อะไรคือผิดปกติ</span></p>
<p><strong><span lang="th"><font size="2">จะรูได้อย่างไรว่ามีก้อนที่เต้านม</font></span></strong></p>
<p><span lang="th">หากท่านคลำเต้านมเป็นประจำ                ท่านจะทราบได้ว่าเต้านมที่ท่านคลำได้ผิดปกติหรือไม่                เพราะหากก่อนหน้านี้ยังคลำไม่ได้แต่เพิ่งคลำก้อนได้แสดงว่ามีก้อนที่เต้านม</span></p>
<p class="normal"> <span lang="th"><font size="2"> หากคลำได้ก้อนที่เต้านมควรปรึกษาแพทย์แผนกใด</font></span></p>
<p> <span lang="th">  ท่านอาจจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านหรือแพทย์แผนกผ่าตัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญเกี่ยวกับมะเร็ง ซึ่งจะต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง</span></p>
<p><strong> <font color="#0000ff" size="2"> <a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/risk.html" name="โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (Risk Factors)" target="main">โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (Risk               Factors) </a> </font></strong></p>
<p><strong><font size="2">การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก</font></strong></p>
<p>การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกเป็นวิธีที่ทำให้การรักษาได้ผลดี               คุณสุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาดังนี้</p>
<ol>
<li><a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/exam.html" target="_blank">ตรวจเต้านมด้วยตนเอง</a> ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้ง<span lang="th">ระยะเวลาเหมาะสมที่จะตรวจคือหลังหมดประจำเดือน</span></li>
<li>ตรวจเต้านมโดยแพทย์                 ควรตรวจตั้งแต่อายู 20 <span lang="th">-39 </span>ป<span lang="th">ี</span> ขึ้นไป<span lang="th">โดยตรวจทุก                    3 ปี ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีควรตรวจด้วยแพทย์ทุกปี</span></li>
<li>ตรวจเต้านมโดย <a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/mamogram.htm" target="_blank">Mammography</a><span lang="th">ซึ่งสามารถตรวจพบก่อนเกิดก้อนได้                  2 ปี</span></li>
</ol>
<p>การตรวจ               mammography               เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก               แนะนำให้ตรวจทุก1-2               ปีสำหรับผู้หญิงอายุมากกว่า               40 ปี  สำหรับคุณผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านี้หรือมีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ว่าจะ ตรวจบ่อยแค่ไหน  ผู้ที่ตรวจเต้านมด้วยตัวเองต้องคำนึงถึงเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงขนาด               และความตึงตามสภาวะรอบเดือน               การตั้งครรภ์               วัยหมดประจำเดือน               และการกินยาคุมกำเนิด                แม้ว่าจะตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรที่จะได้รับการตรวจด้วยแพทย์หรือ  mammography</p>
<p><strong><font size="2">อาการของมะเร็งเต้านม</font></strong></p>
<p>มะเร็งในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด               เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้</li>
<li>มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม</li>
<li>มีน้ำไหลออกจากหัวนม                 หรือเจ็บ                 หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม</li>
<li>ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม</li>
</ul>
<p>หากพบอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์               แม้ว่าอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง</p>
<p><strong><font size="2">การวินิจฉัย<span lang="th">ก้อนที่เต้านม</span></font></strong></p>
<p>การวินิจฉัยหาสาเหตุของก้อน               แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับก้อน               ประวัติครอบครัว               ประวัติสุขภาพทั่วไปหลังจากนั้นแพทย์จะตรวจ</p>
<ul>
<li>Palpation แพทย์จะคลำขนาดของก้อน                 ลักษณะของก้อนแข็งหรือนิ่ม                 ผิวขรุขระหรือเลียบ                 ขยับเคลื่อนไหวได้หรือไม่                 ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โตหรือไม่</li>
<li>Mammography เป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัย</li>
<li>Ultrasonography เพื่อแยกว่าก้อนนั้นเป็นของแข็งหรือของเหลว</li>
</ul>
<p>จากข้อมูลดังกล่าวแพทย์จะตัดสินใจว่าจะวางแผนการรักษา               แพทย์บางท่านอาจจะทำการตรวจเพิ่มโดยการตรวจ</p>
<ul>
<li>Aspiration ใช้เข็มเจาะดูดเอาน้ำออกและส่งหาเซลล์มะเร็งในกรณีที่ก้อนนั้นเป็นของเหลว</li>
<li>Needle biopsy การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อส่งพยาธิวิทยาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง</li>
<li>Surgical biopsy เป็นการผ่าตัดเอาก้อนออก                 และส่งตรวจทางพยาธิวิทยา</li>
</ul>
<p>เมื่อแพทย์ตัดสินใจจะผ่าตัดชิ้นเนื้อออกคุณสุภาพสตรีควรจะถามแพทย์ดังนี้</p>
<ul>
<li>คาดว่าผลชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร</li>
<li>ผ่าตัดนานแค่ไหน                 ใช้ยาสลบหรือไม่                 เจ็บหรือไม่</li>
<li>เมื่อไรจะทราบผลชิ้นเนื้อ</li>
<li>ถ้าผลเป็นมะเร็งจะรักษากับใครดี</li>
</ul>
<p><strong><span lang="th"><font size="2">หากผลชิ้นเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย</font></span></strong></p>
<p><span lang="th"> โรคที่เป็นสาเหตุของก้อนที่เต้านมชนิดที่ไม่ใช่มะเร็งที่พบบ่อยๆได้แก่</span></p>
<ol>
<li> <strong>Fibrocystic change<span lang="th"> </span></strong><span lang="th">เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดไม่เป็นมะเร็ง                  ก้อนนี้เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนทำให้มีถุงน้ำ                  มักจะมีอาการปวดบริเวณก้อนก่อนมีประจำเดือน มักจะเป็นตอนอายุ 30-50                  ปีมักจะเป็นสองข้างของเต้านม มีหลายขนาด ตำแหน่งที่พบคือบริเวณรักแร้                  ก้อนนี้ขยับไปมาได้ เมื่อวัยทองก้อนนี้จะหายไป หากเป็นโรคนี้ไม่ต้องรักษา</span></li>
<li> <strong>Fibroadenomas </strong><span lang="th"> มักจะเกิดในช่วงอายุ 20-40 ปีไม่ปวด ก้อนเคลื่อนไปมา การรักษาผ่าเอาออก</span></li>
<li> <strong>Traumatic fat necrosis<span lang="th"> </span></strong><span lang="th"> เกิดจากการที่เต้านมได้รับการกระแทกและมีเลือดออกในเต้านม                  มักเกิดในคนที่มีเต้าโต บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว                  ไขมันเกิดการอักเสบรวมกันเป็นก้อนซึ่งอาจจะปวดหรือไม่ก็ได้</span></li>
</ol>
<p><span lang="th"> ก้อนทั้งหมดจะไม่กลายเป็นมะเร็ง</span></p>
<p><strong><font size="2">จะทำอย่างไรเมื่อผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง</font></strong></p>
<p>พยาธิแพทย์จะบอกผลชิ้นเนื้อว่ามะเร็งนั้นอยู่เฉพาะที่ยังไม่แพร่กระจาย [<font color="#0000ff"> </font>non               invasive ] หรือลุกลาม [ invasive]                อาจมีการส่งตรวจพิเศษ               โดยการทำ hormone               receptor test               เพื่อช่วยวางแผนการรักษา</p>
<p>หลังจากทราบผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งยังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์ที่จะปรึกษาแพทย์ถึงแผนการรักษา               ท่านควรถามบางคำถามกับแพทย์ของท่าน</p>
<ul>
<li>ผลชิ้นเนื้อเป็นชนิดไหน                 และเป็นระยะไหน</li>
<li>จะให้พยาธิแพทย์อ่านซ้ำจะได้หรือไม่เพราะอะไร</li>
<li>โอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายมีมากหรือไม่</li>
<li>ได้ตรวจ                  progesterone  receptor  หรือไม่ผลเป็นอย่างไร</li>
<li>จะต้องตรวจอย่างอื่นอีกหรือไม่</li>
<li>จะใช้วิธีไหนรักษา</li>
<li>ข้อดีของการรักษาแต่ละอย่าง</li>
<li>ปัจจัยเสี่ยง                 และผลข้างเคียงของกางรักษาแต่ละอย่าง</li>
<li>มีการรักษาหรือทดลองใหม่ๆที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหรือไม่</li>
</ul>
<p><strong><font size="2">วิธีการรักษา</font></strong></p>
<p><span lang="th">  สมัยก่อนจะทำการรักษาโดยการตัดชิ้นเนื้อตรวจดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่หากเป็น มะเร็งก็ตัดเต้านมออก เพราะเชื่อว่าการรอเวลาจะทำให้มะเร็งแพร่กระจาย                แต่จากการศึกษาพบว่าการรักษาที่เหมาะสมจะทำ 2  ขั้นตอนโดยการตัดชิ้นเนือออกไปตรวจเป็นบางส่วนหากผลออกมาเป็นมะเร็งจึงค่อย นัดมาผ่าตัดเต้านมออก</span></p>
<ol>
<li><a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/surgery.html" target="_blank"><strong> <font color="#0000ff" size="2">การผ่าตัด</font> </strong> </a></li>
</ol>
<p style="line-height: 150%; font-weight: bold; color: #333333"> <font size="2">ท่านควรดูแลตัวอย่างไรบ้างหากเกิด Lymphedema</font></p>
<ul>
<li>ยกของหรือกระเป๋าด้วยแขนอีกข้าง</li>
<li>ระวังผิวไหม้จากแดดเผา</li>
<li>เจาะเลือด                 วัดความดันโลหิต                 หรือให้เคมีบำบัด                 ที่แขนอีกข้าง</li>
<li>ห้ามโกนขนรักแร้                 ระวังเกิดแผล</li>
<li>ถ้าเกิดบาดแผลให้รีบล้างและใส่ยาปฏิชีวนะแล้วรีบปรึกษาแพทย์</li>
<li>ให้สวมถุงมือเวลาทำสวนหรือสัมผัสสารเคมีที่ระคายเคือง</li>
<li>ห้ามใส่เครื่องประดับแขนข้างขั้น</li>
</ul>
<p style="line-height: 150%; font-weight: bold"> <font size="2">ก่อนการผ่าตัดควรถามแพทย์ผู้รักษาดังต่อไปนี้</font></p>
<ul>
<li>จะผ่าตัดชนิดไหน</li>
<li>จะเตรียมตัวผ่าตัดอย่างไร</li>
<li>จะตัดเต้านมบางส่วนร่วมกับรังสีรักษาได้หรือไม่</li>
<li>ต้องตัดต่อมน้ำเหลืองด้วยหรือไม่</li>
<li>จะมีแผลเป็นหรือไม่                 แผลน่าเกลียดหรือไม่</li>
<li>ถ้าจะทำศัลยกรรมตกแต่งจะทำได้หรือไม่</li>
<li>จะออกกำลังกายได้หรือไม่</li>
</ul>
<ol start="2">
<li> <a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breast/radiation.html"><font size="2">Radiation therapy</font></a><font size="2"> ใช้รังสีเพื่อฆ่าหรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง                 โดยทั่วไปให้                 5                 วันต่อสัปดาห์ติดต่อกัน                 5-6 สัปดาห์                 บางครั้งอาจให้รังสีรักษา                 เคมีบำบัด                 หรือให้ฮอร์โมนก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง                 ง่ายต่อการผ่าตัด</font></li>
</ol>
<h5><strong> <font size="2">ก่อนรับการรักษาด้วยรังสีรักษาคุณควรรู้อะไรบ้าง</font></strong></h5>
<ul>
<li>จำเป็นต้องให้รังสีรักษาหรือไม่</li>
<li>ปัจจัยเสี่ยงหรือผลข้างเคียงของการรักษา</li>
<li>จะเริ่มรักษา                 และสิ้นสุดเมื่อไร</li>
<li>จะมีสภาพอย่างไรขณะรักษา</li>
<li>จะดูแลตัวเองอย่างไรขณะรักษา</li>
<li>สภาพเต้านมจะเป็นอย่างไร</li>
<li>โอกาสจะเป็นมะเร็งอีกครั้งมีหรือไม่</li>
</ul>
<ol start="3">
<li> <font size="2"><a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breast/chem.html">Chemotherapy</a> เคมีบำบัด                 ใช้ยาฆ่ามะเร็งอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน                 มักจะให้ระยะหนึ่งแล้วหยุดจุดประสงค์ของการให้คือ</font></li>
</ol>
<ul>
<li>เพื่อป้องกันมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด</li>
<li>ลดขนาดของก้อนมะเร็งก่อนผ่าตัด</li>
<li>เพื่อควบคุมโรคในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่น</li>
</ul>
<ol start="3">
<li> <font size="2">Hormone therapy ให้ฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจะใช้ในรายที่ให้ผลบวกต่อ                 estrogen                 หรือ progesterone receptor</font></li>
</ol>
<h5><strong> <font size="2">การเลือกวิธีรักษา</font></strong></h5>
<p>การเลือกการรักษาขึ้นกับปัจจัยต่างๆดังนี้</p>
<ul>
<li>อายุ</li>
<li>ภาวะประจำเดือน</li>
<li>สุขภาพทั่วไป</li>
<li>ขนาด</li>
<li>ตำแหน่งของก้อน</li>
<li>มะเร็งอยู่ในขั้นไหน</li>
</ul>
<p><strong> <font color="#0000ff" size="2"><a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/severity.html" target="_blank">การแบ่งความรุนแรงของมะเร็งเต้านม</a></font></strong></p>
<h5><strong> <font size="2">ผลข้างเคียงของการรักษา</font></strong></h5>
<ol>
<li>การผ่าตัด</li>
</ol>
<ul>
<li>เจ็บบริเวณที่ผ่าตัด</li>
<li>อาจมีการติดเชื้อ                 หรือแผลหายช้า</li>
<li>การตัดเต้านมไปข้างหนึ่งอาจทำให้เสียสมดุลทำให้ปวดหลัง                 คอ</li>
<li>จะรู้สึกตึงๆหน้าอก                 แขนข้างที่ผ่าตัดจะมีแรงน้อยลง</li>
<li>มีอาการชาแขนข้างที่ผ่าตัด</li>
<li>บวมแขนข้างที่ผ่าตัด</li>
</ul>
<ol>
<li value="2"><font size="2">รังสีรักษา</font></li>
</ol>
<ul>
<li>อ่อนเพลีย</li>
<li>ผิวหนังแห้ง                 แดง เจ็บ คัน</li>
<li>ก่อนใช้เครื่องสำอางควรปรึกษาแพทย์</li>
</ul>
<ol start="3">
<li>เคมีบำบัด</li>
</ol>
<ul>
<li>ซีด                 เม็ดเลือดขาวต่ำ                 เกร็ดเลือดต่ำทำให้เหนื่อยง่าย                 ติดเชื้อง่าย                 และเลือดออกง่าย</li>
<li>ผมร่วง</li>
<li>เบื่ออาหาร                 คลื่นไส้อาเจียน</li>
<li>เป็นหมัน</li>
</ul>
<ol start="4">
<li>ฮอร์โมน</li>
</ol>
<p>ยาจะยับยังไม่ให้ร่างกายใช้ฮอร์โมนแต่ไม่ยับยังการสร้างฮอร์โมนดังนั้นผู้ป่วยจะมีอาการ               วูบวาบ               ตั้งครรภ์ง่าย               คันช่องคลอด               น้ำหนักเพิ่ม               ตกขาวควรตรวจภายในทุกปีและรายงานแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ</p>
<h5><strong> <font size="2">การฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัด</font></strong></h5>
<p>การคืนสู่สภาพปกติของร่างกายหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับระยะของโรค               ชนิดของการผ่าตัด               และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย               ควรทำกายภาพทันทีหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันข้อหัวไหล่ติดยึดและเพื่อเพิ่มกำลังให้กับแขน               สำหรับผู้ป่วยที่แขนบวมหลังผ่าตัดแนะนำให้ยกแขนไว้บนหมอนเวลานอน</p>
<hr />
<h5><strong> <font size="2"><span lang="th"> มาป้องกันมะเร็ง</span>เต้านม</font></strong></h5>
<p color="#000000">ยังไม่มีวิธีแน่นอนในการป้องกันมะเร็ง               คุณสามารถป้องกันมะเร็งด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้               เช่น<span lang="th">สมาคมมะเร็งของอเมริกาแนะนำวิธีป้องกันมะเร็งเต้านมดังนี้</span></p>
<ul>
<li><font color="#000000" size="2">เปลี่ยนแปลงอาหาร เช่น                  ลดอาหารเนื้อแดง ลดอาหารมัน <span lang="th">งดเกลือ</span></font></li>
<li><font color="#000000" size="2"><span lang="th">เลือก</span>รับประทาน<span lang="th">อาหารพวก</span> ผักและผลไม้</font></li>
<li><span lang="th">ควบคุมน้ำหนักมิให้อ้วน</span><font color="#000000" size="2"> ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4 ชั่วโมงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้</font></li>
<li><font color="#000000" size="2">งดเว้นการสูบบุหรี่                 และ                 แอลกอฮอล์</font></li>
<li><span lang="th">ให้เตรียมอาหารและเก็บอาหารอย่างปลอดภัย</span></li>
</ul>
<p>ที่มา:<a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breastcancer.htm">http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breastcancer.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=166</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเร็ง CA15-3</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=165</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=165#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 09:59:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=165</guid>
		<description><![CDATA[CA15-3 เป็น glycoprotein มีน้ำหนักโมเลกุล 300-450 kd มีค่าปกติ &#60;25 U/ml พบในมะเร็ง adenocarcinoma เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน พบว่าในมะเร็งเต้านม CA15-3 มีความไวกว่า CEA ใช้ CA15-3 สำหรับการแบ่งระยะ การติดตามผลการรักษา ตรวจหาการแพร่กระจาย และการกลับเป็นซ้ำ ที่มา:ภาควิชาเวชศาสตร์ชันสูตร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>CA15-3</strong></p>
<p>เป็น glycoprotein<br />
มีน้ำหนักโมเลกุล 300-450 kd<br />
มีค่าปกติ &lt;25 U/ml<br />
พบในมะเร็ง adenocarcinoma เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน<br />
พบว่าในมะเร็งเต้านม CA15-3 มีความไวกว่า CEA<br />
ใช้ CA15-3 สำหรับการแบ่งระยะ การติดตามผลการรักษา ตรวจหาการแพร่กระจาย และการกลับเป็นซ้ำ</p>
<p><img src="http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson4809/images/big/s069_ca153.gif" height="343" width="300" /></p>
<p>ที่มา:ภาควิชาเวชศาสตร์ชันสูตร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=165</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>108 วิธีเอกซเรย์เนื้องอกด้วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=164</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=164#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 09:55:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=164</guid>
		<description><![CDATA[แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข อธิบายว่า “ตอนนี้ยังไม่ทราบปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอกตามอวัยวะต่างๆชัดเจน และแต่ละอวัยวะก็มีปัจจัยแตกต่าง เช่น เนื้องอกมดลูก เต้านม รังไข่ มีปัจจัยเกี่ยวข้องคือ พันธุกรรม การบริโภคอาหาร เช่น กินไขมันมาก อ้วน และความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ เนื้องอกที่ตับก็อาจมีเรื่องพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือได้รับสารพิษ ตลอดจนปัจจุบันมีการปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นการเกิดเนื้องอก แต่ไม่สามารถตอบได้ชัดว่าเป็นเพราะปัจจัยหนึ่งปัจจัยใด”รู้จัก “เนื้องอก” ก่อนลงมือสังเกต           เนื้องอกมาจากคำ ว่า tumor หมายถึงการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ ทำให้มีการบวม ขยายใหญ่ เป็นก้อน ตุ่ม ไต ซึ่งอาจงอกขึ้นมาใหม่จากเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย อาจเกิดขึ้นภายในร่างกายหรือบนผิวหนังก็ได้           เนื้องอกแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ หนึ่ง เนื้องอกที่ร้ายแรงหรือมะเร็ง (malignant tumor) สอง เนื้องอกชนิดธรรมดา (benign tumor) ซึ่งมีหลายแบบตามการเกิดในอวัยวะต่างๆ           ส่วนถุงน้ำหรือ ซีสต์ (Cyst) จัดเป็นเนื้องอกธรรมดาชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นถุงกลมมีเซลล์บุอยู่ที่ขอบโดยรอบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800000"> แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข  อธิบายว่า  “ตอนนี้ยังไม่ทราบปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอกตามอวัยวะต่างๆชัดเจน  และแต่ละอวัยวะก็มีปัจจัยแตกต่าง เช่น เนื้องอกมดลูก เต้านม รังไข่  มีปัจจัยเกี่ยวข้องคือ พันธุกรรม การบริโภคอาหาร เช่น กินไขมันมาก อ้วน  และความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ  เนื้องอกที่ตับก็อาจมีเรื่องพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด  หรือได้รับสารพิษ ตลอดจนปัจจุบันมีการปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม  ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นการเกิดเนื้องอก  แต่ไม่สามารถตอบได้ชัดว่าเป็นเพราะปัจจัยหนึ่งปัจจัยใด”</span><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">รู้จัก “เนื้องอก” ก่อนลงมือสังเกต </span></p>
<p><span style="color: #800000">          </span>เนื้องอกมาจากคำ ว่า tumor หมายถึงการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ ทำให้มีการบวม ขยายใหญ่  เป็นก้อน ตุ่ม ไต ซึ่งอาจงอกขึ้นมาใหม่จากเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย  อาจเกิดขึ้นภายในร่างกายหรือบนผิวหนังก็ได้</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>เนื้องอกแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ <span style="font-weight: bold">หนึ่ง</span> เนื้องอกที่ร้ายแรงหรือมะเร็ง (malignant tumor) <span style="font-weight: bold">สอง</span> เนื้องอกชนิดธรรมดา (benign tumor) ซึ่งมีหลายแบบตามการเกิดในอวัยวะต่างๆ</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>ส่วนถุงน้ำหรือ ซีสต์ (Cyst) จัดเป็นเนื้องอกธรรมดาชนิดหนึ่ง  มีลักษณะเป็นถุงกลมมีเซลล์บุอยู่ที่ขอบโดยรอบ  ภายในมีสารที่เซลล์สร้างออกมาอยู่เต็ม ซึ่งจะเป็นของเหลวในรูปต่างๆ เช่น  serous มีลักษณะใสจาง mucin มีลักษณะข้นๆ แบบวุ้น</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>นอกจากนี้ยังมี ซีสต์อีกลักษณะที่ไม่จัดว่าเป็นเนื้องอก  คือมีลักษณะเหมือนซีสต์เนื้องอกทุกประการยกเว้นไม่มีเซลล์บุอยู่ที่ขอบ เช่น  ถุงน้ำในรังไข่ที่เกิดจากการตกไข่ไปแล้ว หรือเกิดจากฟองไข่เอง เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">เนื้องอกทำร้ายเนื้อดีอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: bold">ก้อนเนื้องอกจะเข้าไปทำเกิดอะไรกับเนื้อดีๆในร่างกายบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #800000">          </span>1.  ตำแหน่งเนื้องอก ถ้าเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอันตรายเช่น ในกะโหลกศีรษะ  เนื้องอกจะไปกดทับ  หรือเบียนเนื้อสมองทำให้การทำงานของสมองเสียไปหรือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้  แต่ถ้าเป็นเนื้องอกที่อยู่ในตำแหน่งที่คลำหรือสังเกตได้ เช่น ผิวหนัง  ซึ่งมักจะมีขนาดไม่ใหญ่ ก็จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>2.  ชนิดของเนื้องอก เป็นตัวแปรที่สำคัญมาก คือ  ถ้าเป็นเนื้องอกมะเร็งจะสามารถแพร่กระจายและทำลายอวัยวะส่วนอื่นๆได้  ส่วนเนื้องอกธรรมดามักทำให้เกิดอาการน้อย ยกเว้นบางกรณี เช่น  เนื้องอกต่อมธัยรอยด์ที่จะทำให้เกิดอาการต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ  เนื่องจากเนื้องอกไปกระตุ้นให้มีการสร้างฮอร์โมนที่มากเกินไป เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="color: #800080">เ</span><span style="font-weight: bold; color: #800080">นื้องอกมดลูกสังเกตได้อย่างไรหนอ </span></p>
<p><span style="font-weight: bold">คุณหมอชัญวลีแนะวิธีสังเกตอาการเนื้องอกมดลูกว่า</span></p>
<p><span style="color: #800000">          </span>1. ประจำเดือนผิดปกติมามากหรือมากะปริบกะปรอย</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>2. ประจำเดือนมีกลิ่นเหม็น จากการอักเสบของเนื้องอกภายใน</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>3. มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>4. ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะไม่ออกเพราะเนื้องอกไปกดการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>5. ท้องผูกเพราะเนื้องอกไปกดการทำงานของลำไส้</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>6. สามารถคลำพบก้อนกลมแข็งบริเวณตรงกลางของท้องน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">มาสังเกตถุงน้ำที่รังไข่กันเถอะ </span></p>
<p><span style="font-weight: bold">คุณหมอชัญวลีอธิบายว่า ถ้าเป็นซีสต์หรือถุงน้ำที่เป็นเนื้องอก ผู้ป่วยจะมีอาการคือ</span><br style="font-weight: bold" /><br />
<span style="color: #800000">          </span>1. มีอาการท้องอืด</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>2. ปวดท้อง</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>3. ประจำเดือนผิดปกติเพราะเกิดจากฮอร์โมนรังไข่ผิดปกติ</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>4. ถ้าเป็นคนผอมแต่มีพุงอาจตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีถุงน้ำขนาดใหญ่อยู่ก็ได้</p>
<p>5.ถ้าถุงน้ำมีขนาดใหญ่เกิน 7 เซนติเมตร ตอนเช้าๆก่อนลุกไปปัสสาวะ  จะคลำพบก้อนแข็งบริเวณท้องน้อยซึ่งอาจจะอยู่ตรงกลางหรือด้านข้างก็ได้  ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ท้องเป็นดาน (แข็งเหมือนกระดาน) ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์  เพราะถุงน้ำที่เป็นเนื้องอกปล่อยไว้เป็นอันตรายแพทย์จะต้องทำการผ่าตัดออก</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">เคล็ดไม่ลับสังเกตเนื้องอกและถุงน้ำที่เต้านม </span></p>
<p><span style="color: #800000">          </span><span style="font-weight: bold">คุณหมอชัญวลีให้ข้อมูลว่า</span>  “ถ้าเป็นถุงน้ำที่เต้านมจะรู้สึกว่าหน้าอกโตมากขึ้น หรือคลำเจอก้อน  ซึ่งข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับซีสต์ธรรมดา กับมะเร็งเต้านมคือ  ถ้าคลำแล้วเจ็บจะไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าเป็นมะเร็งจะไม่มีอาการเจ็บ  หรือว่าถ้าเป็นมะเร็งแล้วมีอาการเจ็บ ก็เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว”</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">ซีสต์และเนื้องอกที่ตับมีอาการอะไรบ้าง </span></p>
<p><span style="color: #800000">          </span>ถ้าเป็นกรณีผู้ ป่วยด้วยโรคเนื้องอกที่ตับ คุณหมอชัญวลีแนะวิธีสังเกตว่า  ถ้าเนื้องอกที่ตับถ้าเป็นน้อยจะไม่แสดงอาการ แต่ถ้าเป็นมาก จะทำให้</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>1. ท้องอืด</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>2. เบื่ออาหาร</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>3. ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>4. ขับถ่ายออกมีแต่กากเพราะอาหารไม่ย่อย</p>
<p><strong><span style="color: #800080"></span></strong><span style="font-weight: bold; color: #800080">ถุงน้ำที่ต่อมธัยรอยด์สังเกตอย่างไร </span><br style="font-weight: bold; color: #800080" /><br />
<span style="color: #800000">          </span>คุณรุ่งฟ้า ลิ้ม  อายุ 40 ปี มีพบถุงน้ำที่ต่อมธัยรอยด์มาฟังเรื่องเล่ากันค่ะ  “เมื่อปีที่แล้ว เราส่องกระจกมองที่คอตัวเองก็ตกใจเพราะเห็นว่า  คอด้านซ้ายมีการบวมโตกว่าคออีกด้านหนึ่ง  เมื่อใช้มือคลำก็พบก้อนเล็กบวมออกมา แต่ก็ไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรนะ  เวลากลืนน้ำกลืนอาหารก็ปกติดี  ซึ่งถ้าเรายืนธรรมดาก็อาจไม่ค่อยเห็นว่ามันโตมาก แต่จะสังเกตเห็นชัดมาก  เวลากลืนน้ำลายเพราะเจ้าก้อนนี้จะขยับขึ้นลงตามลูกกระเดือกของเรา  ซึ่งพอมองคอคนอื่นๆ ก็ไม่เห็นมี จึงคิดว่าไม่ได้การแล้ว ต้องรีบไปพบแพทย์””</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>“พอไปพบหมอ  หมอก็ให้หลับตา แล้วยื่นมือออกมา ถ้ามือสั่น  ก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นอาการของโรคธัยรอยด์  รวมถึงหมอก็สั่งตรวจก้อนที่คอว่าจะเป็นเนื้องอก หรือว่าถุงน้ำ  ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นถุงน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่”</p>
<p><span style="color: #800000">          </span>“อาการที่เกิด ขึ้นพร้อมๆกับการเกิดก้อนบริเวณคอคือ มีอาการมือสั่น ใจสั่น” จากบทความ  neoplasia ของ นายแพทย์นิธิ จงจิตรนันท์ จากหนังสือ  พยาธิวิทยากายภาคพื้นฐาน ยังอธิบายถึงภาวะบางอย่างที่ใกล้เคียงเนื้องอกคือ  diffuse hyperplasia โรคนี้จะทำให้มีการแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น  และสร้างฮอร์โมน thyroxine เพิ่มขึ้น  สังเกตได้จากการคลำพบต่อมธัยรอยด์มีลักษณะเป็นก้อนตะปุ่มตะบ่ำหลายๆก้อน  ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หัวใจเต้นเร็ว กินจุ แต่ผอมลง เหงื่อออกมาก  หงุดหงิดง่าย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #800000">          </span><span style="color: #0000ff">อย่า มัวแต่สังเกตแต่อวัยวะทั้ง 32 เท่านั้น เพราะอวัยวะต่างๆ จะผิดปกติได้นั้น  มาจากพฤติกรรมการกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงานผิดๆ ทั้งนั้น  ดังนั้นควรสังเกตวิถีชีวิตของตัวเองด้วยว่าเหมาะสมและเอื้อต่อการมีสุขภาพดี หรือเปล่า แล้วค่อยมาสำรวจร่างกายทีหลัง ถ้าเห็นว่ายังบกพร่องอยู่  รีบเปลี่ยนแปลงซะ จะได้ไม่เจ็บ ไม่ป่วยอย่างไรเล่า </span></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=1&amp;articleId=1697" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/chewajit.jpg" border="0" height="25" width="120" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=164</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนื้องอกมดลูก แบบละเอียด สาเหตุ ชนิด อาการ และวิธีการรักษา</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=163</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=163#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 09:51:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=163</guid>
		<description><![CDATA[       เนื้องอกมดลูก เป็นก้อนเนื้อผิดปกติของกล้ามเนื้อเรียบของมดลูกที่เกิดขึ้นที่ตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งอาจพบที่ปากมดลูกได้ เนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยที่สุดในเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์สตรี ประมาณว่าสตรีที่อายุระหว่าง 30- 40 ปี จะมีหนึ่งในสี่ถึงห้ารายที่เป็นเนื้องอกชนิดนี้ และเนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสตรีต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ดังในบทความต่อไปนี้ที่จะขอกล่าวถึงโรคนี้เพื่อให้เข้ากับจุดประสงค์ของวิชัยยุทธจุลสารฉบับนี้ที่ต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล อะไรเป็นสาเหตุของเนื้องอกมดลูก? สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเนื้องอกมดลูกนั้นก็เช่นเดียวกับการเกิดของเนื้องอกทั้งหลาย คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีหลักฐานสนับสนุนค่อนข้างชัดเจนว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เนื้องอกชนิดนี้โตขึ้นตัวอย่างเช่นในสตรีตั้งครรภ์ที่มีฮอร์โมนนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ จะพบเนื้องอกชนิดนี้มีขนาดโตขึ้น และในทางตรงกันข้ามที่ในหญิงวัยหมดระดูที่มีฮอร์โมนชนิดนี้ลดลง ก้อนเนื้องอกจะมีขนาดลดลง นอกเหนือจากฮอร์โมนเอสโตเจนแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยจะพบเนื้องอกชนิดนี้บ่อยขึ้นในสตรีที่มีประวัติคุณแม่ คุณยาย และพี่น้องเป็นเนื้องอกมดลูก ผู้เขียนเองก็เคยให้การรักษาเนื้องอกมดลูกให้ตั้งแต่คุณแม่ และพี่น้องสามคนในครอบครัวเดียวกันจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าสตรีผิวดำมีโอกาสเป็นเนื้องอกชนิดนี้มากกว่าสตรีผิวขาว เนื้องอกมดลูกมีกี่ชนิด? ดังที่กล่าวแล้วเนื้องอกมดลูกพบได้ทั้งที่ส่วนปากมดลูกและที่ตัวมดลูก โดยส่วนใหญ่จะพบที่ตัวมดลูกดังกล่าวข้างต้น และในส่วนที่เป็นที่ตัวมดลูกนี้ จะพบ 3ชนิด คือ ชนิดที่อยู่ที่ผนังด้านนอกของตัวมดลูก (subserousmyoma) ชนิดที่เกิดในตัวกล้ามเนื้อมดลูก(intramural type) และชนิดทีเบียดเข้าไปในโพรง มดลูก(submucous type) โดยจะพบแต่ละชนิดคิดเป็นร้อยละ 55, 40 และ 5 ของเนื้องอกมดลูกที่เป็นที่ตัวมดลูก ผู้เป็นเนื้องอกมดลูก จะมีอาการอะไรบ้าง? ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกมดลูกประมาณหนึ่งในสามรายอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในกลุ่มที่มีอาการมักจะมาพบแพทย์โดยอาการ 3 ประการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>       <strong>เนื้องอกมดลูก</strong> เป็นก้อนเนื้อผิดปกติของกล้ามเนื้อเรียบของมดลูกที่เกิดขึ้นที่ตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งอาจพบที่ปากมดลูกได้ เนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยที่สุดในเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์สตรี ประมาณว่าสตรีที่อายุระหว่าง 30- 40 ปี จะมีหนึ่งในสี่ถึงห้ารายที่เป็นเนื้องอกชนิดนี้ และเนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสตรีต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ดังในบทความต่อไปนี้ที่จะขอกล่าวถึงโรคนี้เพื่อให้เข้ากับจุดประสงค์ของวิชัยยุทธจุลสารฉบับนี้ที่ต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล</p>
<p><strong>อะไรเป็นสาเหตุของเนื้องอกมดลูก?</strong></p>
<p>สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเนื้องอกมดลูกนั้นก็เช่นเดียวกับการเกิดของเนื้องอกทั้งหลาย คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีหลักฐานสนับสนุนค่อนข้างชัดเจนว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เนื้องอกชนิดนี้โตขึ้นตัวอย่างเช่นในสตรีตั้งครรภ์ที่มีฮอร์โมนนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ จะพบเนื้องอกชนิดนี้มีขนาดโตขึ้น และในทางตรงกันข้ามที่ในหญิงวัยหมดระดูที่มีฮอร์โมนชนิดนี้ลดลง ก้อนเนื้องอกจะมีขนาดลดลง นอกเหนือจากฮอร์โมนเอสโตเจนแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยจะพบเนื้องอกชนิดนี้บ่อยขึ้นในสตรีที่มีประวัติคุณแม่ คุณยาย และพี่น้องเป็นเนื้องอกมดลูก ผู้เขียนเองก็เคยให้การรักษาเนื้องอกมดลูกให้ตั้งแต่คุณแม่ และพี่น้องสามคนในครอบครัวเดียวกันจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าสตรีผิวดำมีโอกาสเป็นเนื้องอกชนิดนี้มากกว่าสตรีผิวขาว</p>
<p><strong>เนื้องอกมดลูกมีกี่ชนิด?</strong><br />
ดังที่กล่าวแล้วเนื้องอกมดลูกพบได้ทั้งที่ส่วนปากมดลูกและที่ตัวมดลูก โดยส่วนใหญ่จะพบที่ตัวมดลูกดังกล่าวข้างต้น และในส่วนที่เป็นที่ตัวมดลูกนี้ จะพบ 3ชนิด คือ ชนิดที่อยู่ที่ผนังด้านนอกของตัวมดลูก (subserousmyoma) ชนิดที่เกิดในตัวกล้ามเนื้อมดลูก(intramural type) และชนิดทีเบียดเข้าไปในโพรง มดลูก(submucous type) โดยจะพบแต่ละชนิดคิดเป็นร้อยละ 55, 40 และ 5 ของเนื้องอกมดลูกที่เป็นที่ตัวมดลูก</p>
<p><strong>ผู้เป็นเนื้องอกมดลูก จะมีอาการอะไรบ้าง?</strong><br />
ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกมดลูกประมาณหนึ่งในสามรายอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในกลุ่มที่มีอาการมักจะมาพบแพทย์โดยอาการ 3 ประการ ได้แก่อาการรอบระดูมาผิดปกติ มักจะมีจำนวนมากขึ้นหรือมีเลือดออกยาวนานขึ้น มักเป็นผลจากการที่เนื้องอกมดลูกโตขึ้นไปเบียดโพรงมดลูก หรือรบกวนการห้ามเลือดที่ออกในระหว่างมีรอบระดู อาการประการที่สอง คืออาการที่เป็นผลจากก้อนเนื้อที่โตขึ้นไปกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง เช่น ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ เป็นต้น หรือในบางรายอาจจะรู้สึกมีท้องโตขึ้นจนอึดอัดและคลำพบก้อนเนื้อนี้ได้เองอาการประการที่สาม ที่พบได้คืออาการปวดท้องที่ตำแหน่งของก้อนเนื้องอก ซึ่งมักจะพบในระหว่างตั้งครรภ์ที่มีภาวะเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกเพิ่มขึ้นมากหรือจะพบได้เช่นกันในรายที่เป็นเนื้องอกมดลูกที่มีก้าน และก้านบิดและในบางรายที่เนื้องอกนี้กลายเป็นเนื้อร้าย</p>
<p><strong>การมีเนื้องอกมดลูกทำให้มีบุตรยากได้หรือไม่?</strong><br />
เนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะชนิดที่เบียดโพรงมดลูกอาจจะเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากได้ เนื่องจากมีการรบกวนต่อเยื่อบุมดลูกซึ่งจะเป็นส่วนที่ตัวอ่อนฝังตัวหรือการที่เนื้องอกมดลูกไปอยู่ในตำแหน่งที่กดเบียดท่อนำไข่ ทำให้รบกวนการเดินทางของตัวอสุจิหรือไข่ แต่โดยทั่วไปเนื้องอกมดลูกเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากเพียงร้อยละ 2-3 ของผู้ป่วยที่มีบุตรยากเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินว่าเนื้องอกมดลูกเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก จะต้องตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากออกไปให้หมดเสียก่อน</p>
<p><strong>การมีเนื้องอกมดลูกทำให้แท้งบุตรได้ง่ายขึ้นหรือไม่?</strong></p>
<p>ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกมดลูกและตั้งครรภ์จะพบว่ามีโอกาสแท้งบุตรและคลอดก่อนกำหนดได้สูงกว่า คนปกติโดยเหตุผลเช่นเดียวกับการทำให้มีบุตรยากแต่ถ้าทำผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปในผู้ป่วยที่มีประวัติเช่นนี้ และมีการแท้งซํ้าบ่อยครั้ง จะลดโอกาสดังกล่าวลงได้มาก</p>
<p><strong>เนื้องอกมดลูกชนิดนี้จะกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่?</strong><br />
มีโอกาสเกิดได้น้อย จากการศึกษาทางสถิติพบว่ามีโอกาสได้เพียง 1 ใน 10,000 ของผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกมดลูก อาการที่ทำให้น่าสงสัยที่จะเป็นเช่นนี้คืออาการที่เนื้องอกโตเร็ว มีอาการปวดที่ก้อน โดยเฉพาะในรายที่อายุมากและหมดระดูไปแล้ว</p>
<p><strong>เเพทย์จะวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกได้อย่างไร?</strong><br />
ในปัจจุบันนอกเหนือไปจากการซักประวัติตรวจร่างกายแล้ว เพื่อให้สามารถทำการวินิจฉัยได้แม่นยำแน่นอนขึ้น แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมให้เห็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานชัดเจนขึ้นด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น การใช้เครื่องอัลตราซาวด์นโดยสามารถตรวจผ่านทางหน้าท้องซึ่งต้องกลั้นปัสสาวะให้มีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะเพียงพอก่อนตรวจหรือผ่านทางช่องคลอดซึ่งคล้ายคลึงกับการตรวจภายใน<br />
ทั่วไป ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ดีขึ้น และจะช่วยประกอบในการวางแผนการรักษาให้ผู้ป่วยด้วย สำหรับการตรวจด้วยการส่องกล้องในช่องท้องหรือในโพรงมดลูก ( Laparoscopyหรือ Hysteroscopy ) นั้น อาจจะทำในบางรายที่จำเป็นซึ่งจะขึ้นอยุ่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นรายๆไป</p>
<p><strong>การรักษาเนื้องอกมดลูกทำได้อย่างไรบ้าง?</strong><br />
การรักษาเนื้องอกมดลูกอาจทำได้หลายวิธี กล่าวคือ<br />
<strong>1.</strong> การรักษาโดยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเนื้องอกเป็นระยะ มักจะทำในรายที่เนื้องอกขนาดไม่โตมากจนทำให้เกิดอาการกดเบียดต่ออวัยวะข้างเคียงดังกล่าวแล้วข้างต้น ในรายที่ใกล้หมดระดูที่ก้อนเนื้อจะมีโอกาสเล็กลงเอง เป็นต้น โดยปกติแพทย์มักจะนัดมาตรวจติดตามเป็นระยะเช่นนี้ทุก 3-6 เดือน<br />
<strong>2.</strong> การรักษาโดยการผ่าตัด อาจจะเป็นการตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก (Myomectomy) หรือตัดมดลูกออกทั้งหมด (Hysterectomy) ซึ่งจะเลือกชนิดการผ่าตัดแบบใดนั้น มักจะต้องคำนึงถึง ขนาด ตำแหน่งจำนวนของเนื้องอกมดลูก ตลอดจนความต้องการมีบุตรของผู้ป่วยมาประกอบการพิจารณา ในปัจจุบันเราสามารถทำผ่าตัดทั้งสองชนิดนี้ได้หลากหลายวิธี ทั้งโดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องโดยวิธีปกติ (Abdominalmyomectomy or hysterectomy) หรือ ทำผ่าตัดผ่านทางกล้องส่องทางหน้าท้อง (Laparoscopic myomectomy or hysterectomy ) หรือผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกโดยกล้องส่องผ่านทางโพรงมดลูก ( Hysteroscopic myomectomy) ซึ่งในแต่ละวิธีต่างมีข้อเด่นข้อด้อยอยู่ทั้งสิ้น ผู้ป่วยควรจะปรึกษารายละเอียดจากแพทย์ให้เข้าใจก่อนการผ่าตัด<br />
<strong>3.</strong> การรักษาโดยการใช้ยา ปัจจุบันมียากลุ่มที่เรียกว่า GnRh analogue ซึ่งออกฤทธิ์ไม่ให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้เนื้องอกมดลูกมีขนาดเล็กลงได้ มีการนำยานี้มาใช้ในรายที่ต้องการลดขนาดเนื้องอกก่อนทำผ่าตัดเพื่อให้ผ่าตัดได้ง่ายขึ้น หรือในรายที่มีภาวะโลหิตจางจากมีระดูออกมากที่เป็นผลจากการมีเนื้องอกมดลูกอยู่ การใช้ยานี้ร่วมกับการให้ยาธาตุเหล็ก จะช่วยรักษาภาวะนี้ได้เร็วขึ้น แต่การใช้ยานี้จะให้ได้ในระยะเวลาจำกัด เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะกระดูกบางลงได้ ยกเว้นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตลอดจนราคายาค่อนข้างแพง และเมื่อหยุดยาแล้วเนื้องอกมดลูกจะกลับมามีขนาดโตเท่าเดิมอีกภายในหนึ่งปี ดังนั้นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะ<br />
ใช้ยานี้<br />
<strong>4.</strong> การรักษาโดยการฉีดสารพิเศษ ( มักจะเป็นเม็ดพลาสติกพิเศษขนาดเล็ก) เข้าไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูก (uterine artery embolization ชื่อย่อ UAE) เป็นวิธีใหม่ที่นำมาใช้ทางนรีเวชวิทยา ทำได้โดยรังสีแพทย์จะเป็นผู้ใส่สายสวนหลอดเลือด (โดยมักจะใส่<br />
ผ่านจากเส้นเลือดแดงที่ต้นขาผู้ป่วย) เข้าไปยังหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูกโดยดูปลายสายสวนว่าอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการด้วยเครื่องตรวจรังสี และฉีดสารพิเศษนี้เข้าไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูก ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง และโดยที่เนื้องอกมดลูกจะมีเลือดไปเลี้ยงน้อย<br />
กว่ากล้ามเนื้อมดลูกปกติ ทำให้เซลล์พวกนี้เกิดภาวะขาดเลือดเลี้ยงได้ง่าย เซลล์ของเนื้องอกมดลูกก็จะตายและยุบขนาดลงเห็นได้ใน 3-6 เดือน แต่เซลล์ปกตินอกจากมีเลือดเลี้ยงมากกว่าแล้ว ยังจะทนต่อภาวะการขาดเลือดได้ดีกว่าเซลล์เนื้องอก ทำให้เซลล์มดลูกปกติไม่ตายตามไปด้วย วิธีการนี้ยังเป็นวิธีใหม่สำหรับการรักษาเนื้องอกมดลูก แม้ผลที่ได้ในระยะแรกเป็นที่น่าพอใจ แต่คงจะต้องมีการศึกษาและติดตามผลกันอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะจัดให้เป็นการรักษามาตรฐานของเนื้องอกมดลูกต่อไป</p>
<p><strong>สรุปคือ</strong>  เนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกที่พบบ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย ไปจนถึงมีอาการปวดท้องน้อย เลือดออกผิดปกติ อุจจาระผูกเรื้อรัง กระเพาะ-ปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ แท้งบุตร หรือมีบุตรยาก แต่ก็เป็นโชคดีอยู่ที่เนื้องอกชนิดนี้จะกลายเป็นมะเร็งได้น้อยถ้าท่านได้รับการตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกมดลูกอย่าตกใจจนเกินเหตุ ขอให้ปรึกษาแพทย์ผู้ให้การดูแลรักษาท่านถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับท่านต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=163</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาการมดลูกโต</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=162</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=162#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 09:36:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[อาการมดลูกโต คงต้องดูว่า โตจากอะไร เช่นมีก้อนในเนื้อของมดลูก ซึ่งก็พบได้บ่อยเช่นกัน หรือว่ามีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น ครรภ์ไข่ปลาอุก ก็พบได้ เช่นกัน สำหรับในกรณีนี้ หมอแนะนำว่าควรปรึกษากับคุณหมอที่ตรวจคุณแม่ เพราะจะทราบรายละเอียดได้ดีกว่าหมอครับ.เพราะการดูว่าโตอาจจะต้องประกอบด้วย หลายอย่างเช่น การตรวจภายใน การตรวจโดย อัลตราซาวน์ด เป็นต้น สำหรับ อาการที่เกิด ก็อาจจะ ทำให้ไม่สบายท้อง เพราะถ้าก้อนโตมากอาจจะดันลำไส้ทำให้เกิดอาการท้องผูก แน่นท้อง ได้ หรืออาจจะทำให้มีปัสสาวะบ่อยได้ เพราะก้อนไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ หรือทำให้มีปัญหาเรื่องของประจำเดือนมามากผิดปกติได้ เช่นกัน ส่วนอันตรายไหม ถ้ามีเลือดออกมากก็ทำให้มีอาการซีด บางทีเยอะมากจนคนไข้ อาจช๊อคได้ก็มี คงต้องดูว่าภาวะแทรกซ้อนนั้น อะไรมากกว่ากัน สำหรับการรักษานั้น ก็คงต้องดูว่ามดลูกที่โตเป็นจากอะไร ถ้าเป็นเนื้องอกก็คงต้องผ่าตัดรักษา เพื่อไม่ให้มีปัญหา ยังไงน้องลองปรึกษาคุณแม่และให้กำลังใจให้คุณแม่ด้วยนะไม่มี อันตรายเท่าไหร่ และต้องไปให้คุณหมอสูตินรีแพทย์ตรวจดูด้วย มดลูกเป็นเรื่องลำบากของผู้หญิงและน่าเห็นใจ มดลูกโต เนื้องอกมดลูกเกิดจากภาวะไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน เอสโตรเจน กับโปรเจสเตอโรน เอสโตรเจนสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาที่มดลูกเพื่อรองรับการผสมอสุจิกับไข่ โปรเจสเตอโรนจะกำจัดเยื่อบุมดลูกทิ้งเป็นระดูเมื่อไม่มีการผสมของอสุจิ กับไข่ เมื่อฮอร์โมนไม่สมดุลยกันเอสโตรเจน มีมากเกินไป โปรเจสเตอโรน มีน้อยไม่พอที่จะกำจัดเยื่อบุมดลูกที่มีมากกว่า เยื่อบุมดลูกก็สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font color="#0000ff">อาการมดลูกโต คงต้องดูว่า โตจากอะไร  เช่นมีก้อนในเนื้อของมดลูก ซึ่งก็พบได้บ่อยเช่นกัน  หรือว่ามีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น ครรภ์ไข่ปลาอุก ก็พบได้ เช่นกัน  สำหรับในกรณีนี้ หมอแนะนำว่าควรปรึกษากับคุณหมอที่ตรวจคุณแม่  เพราะจะทราบรายละเอียดได้ดีกว่าหมอครับ.เพราะการดูว่าโตอาจจะต้องประกอบด้วย หลายอย่างเช่น การตรวจภายใน การตรวจโดย อัลตราซาวน์ด เป็นต้น สำหรับ  อาการที่เกิด ก็อาจจะ ทำให้ไม่สบายท้อง  เพราะถ้าก้อนโตมากอาจจะดันลำไส้ทำให้เกิดอาการท้องผูก แน่นท้อง ได้  หรืออาจจะทำให้มีปัสสาวะบ่อยได้ เพราะก้อนไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ  หรือทำให้มีปัญหาเรื่องของประจำเดือนมามากผิดปกติได้ เช่นกัน  ส่วนอันตรายไหม ถ้ามีเลือดออกมากก็ทำให้มีอาการซีด บางทีเยอะมากจนคนไข้  อาจช๊อคได้ก็มี คงต้องดูว่าภาวะแทรกซ้อนนั้น อะไรมากกว่ากัน  สำหรับการรักษานั้น ก็คงต้องดูว่ามดลูกที่โตเป็นจากอะไร  ถ้าเป็นเนื้องอกก็คงต้องผ่าตัดรักษา เพื่อไม่ให้มีปัญหา ยังไงน้องลองปรึกษาคุณแม่และให้กำลังใจให้คุณแม่ด้วยนะไม่มี อันตรายเท่าไหร่ และต้องไปให้คุณหมอสูตินรีแพทย์ตรวจดูด้วย</font></p>
<p><font color="#0000ff">มดลูกเป็นเรื่องลำบากของผู้หญิงและน่าเห็นใจ  มดลูกโต เนื้องอกมดลูกเกิดจากภาวะไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน เอสโตรเจน กับโปรเจสเตอโรน   เอสโตรเจนสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาที่มดลูกเพื่อรองรับการผสมอสุจิกับไข่   โปรเจสเตอโรนจะกำจัดเยื่อบุมดลูกทิ้งเป็นระดูเมื่อไม่มีการผสมของอสุจิ กับไข่   เมื่อฮอร์โมนไม่สมดุลยกันเอสโตรเจน มีมากเกินไป  โปรเจสเตอโรน  มีน้อยไม่พอที่จะกำจัดเยื่อบุมดลูกที่มีมากกว่า  เยื่อบุมดลูกก็สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเนื้องอกมดลูก    มดลูกโต   ถ้าตรวจชิ้นเนื้อแล้วไม่เป็นมะเร็งก็ไม่อันตราย  เพียงแต่สร้างความรำคราญ   ปวดท้องมากเวลามีระดู, ระดูจะมามากกว่าปกติ  และที่สำคัญโอกาสมีลูกยากมาก   </font></p>
<p><font color="#0000ff"><strong>เอสโตรเจนเกิน หรือมากได้อย่างไร</strong><br />
มาจากอาหารการกิน  โดยที่การกินอาหารที่ให้ไฟโตรเอสโตรเจนเยอะ  หรือในแง่แพทย์แผนไทยเรียกว่าเกิดไม่สมดุลยความร้อนเกิน<br />
ถ้ารักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน  ก็ต้องผ่าตัด (ขูดมดลูก)<br />
</font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=162</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไมเกรน…ที่สุดของอาการปวดศีรษะ!</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=161</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=161#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 04:48:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=161</guid>
		<description><![CDATA[ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน 2-3 วัน หรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อา การปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ ไมเกรนพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ 10-40 ปี แต่พบในเด็กอายุ 7-8 ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ 18 ผู้ชายร้อยละ 6 และในเด็กร้อยละ 4 แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง ปัจจุบัน ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น 6 ระดับ 1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma">ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน </span><span style="font-family: Tahoma">2-3 <span>วัน หรืออาจจะปวด </span>2-4 <span>ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย</span><br />
<span>อา การปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า  คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว  มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ</span><br />
<span>ไมเกรนพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ </span>10-40 <span>ปี แต่พบในเด็กอายุ</span> 7-8 <span>ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ</span> 18 <span>ผู้ชายร้อยละ </span>6 <span>และในเด็กร้อยละ </span>4 <span>แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง</span><br />
<span>ปัจจุบัน ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน  แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย  ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ  ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ  การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ  ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย</span><br />
<span>ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น </span>6 <span>ระดับ</span><br />
1. Classic Migraine <span>เริ่มช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งมีอาการนำออร่า เช่น เห็นแสงแสบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่ง</span><br />
2. Common Migraine <span>มักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร มักปวดข้างใดข้างหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ</span><br />
3. Hemoplegic Migraine <span>มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่ง เป็นช่วงสั้นๆ หรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา</span><br />
4. Ophthalmoplegic Migraine <span>ผู้ป่วยจะปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน</span><br />
5. Basilar Artery Migraine <span>ก่อนปวดศีรษะจะเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน</span><br />
6. 6.Status Migrainosus <span>ผู้ป่วยจะปวดศีรษะนานกว่า </span>72 <span>ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ</span></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma">ใน  ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาไมเกรนให้หายขาดได้  แต่มีวิธีช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง  โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ  ล่าสุดในประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคไมเกรนจากศาสตร์การกดจุดรักษาโรค  โดยการปรับระบบกล้ามเนื้อและการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท  เพื่อปรับสมดุลการทำงานของหลอดเลือดแดงที่อยู่ภายนอกและภายในศีรษะ  อันเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ  โดยอาการปวดศีรษะจะลดลงภายในครั้งแรกของการรักษา  และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการกลับมาของไมเกรนได้  โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยา  ทั้งนี้ผู้ป่วยเป็นไมเกรนต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ </span><span style="font-family: Tahoma"></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma"><br />
</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; color: gray">ที่มา</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; color: gray">: http://women.sanook.com/health/healthcare/sick_34792.php</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=161</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จัก &#8220;ไมเกรน (migraine) &#8221; ว่ามันคืออะไร</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=160</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=160#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 04:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=160</guid>
		<description><![CDATA[ไมเกรน (migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง อาการปวดเป็นพักๆ เป็นๆ หายๆมีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาในการปวดแต่ละครั้งประมาณ 8-12 ชั่วโมง บางรายอาจปวดนานถึง 72 ชั่วโมง อาการปวดไมเกรน จะแย่ลงถ้ามีการเคลื่อนไหว ขณะปวดมักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วครู่ ชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย อาการนำมักเป็นอยู่ประมาณ 5–20 นาที   โรคไมเกรนนี้พบในเพศหญิงมากกว่าชาย เริ่มอาการครั้งแรกในวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว อาการเป็นๆ หายๆ ถี่หรือห่างแล้วแต่บุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม บางคนอาการจะหายไปเมื่ออายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการไมเกรนครั้งแรกในช่วงอายุก่อน 30 ปี แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 40-50 ปี     ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือ เสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมากๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้   สาเหตุของไมเกรน สาเหตุและกลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ระยะหลังมานี้มีคณะวิจัยทางด้านจีโนมิกส์ พบว่า ion-transport [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2 class="header" align="left"><strong><span style="color: #006699"><font size="2"><a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a> (migraine)</font></span></strong></h2>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง อาการปวดเป็นพักๆ เป็นๆ  หายๆมีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาในการปวดแต่ละครั้งประมาณ 8-12  ชั่วโมง <span style="color: #333333">บางรายอาจปวดนานถึง 72 ชั่วโมง  อาการปวด<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a> จะแย่ลงถ้ามีการเคลื่อนไหว  ขณะปวดมักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย  ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช  ตามองไม่เห็นชั่วครู่ ชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย อาการนำมักเป็นอยู่ประมาณ 5–20  นาที</span></span> </font></p>
<p align="left"><font size="2"> </font></p>
<p align="left"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"></span></span></p>
<p><span style="color: #006699"></p>
<p align="left">
<strong><font color="#990000" size="2">โรค<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>นี้พบในเพศหญิงมากกว่าชาย<br />
</font></strong></p>
<p></span><font size="2"><span style="color: #008000">เริ่มอาการครั้งแรกในวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว  อาการเป็นๆ หายๆ ถี่หรือห่างแล้วแต่บุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม <span style="color: #333333">บางคนอาการจะหายไปเมื่ออายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ครั้งแรกในช่วงอายุก่อน 30 ปี  แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 40-50 ปี</span></span>  </font></p>
<p align="left"><font size="2"> </font></p>
<p><span style="color: #006699"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"></p>
<p align="left"><font size="2"> </font></p>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #006699"><strong>ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัด</strong><span style="color: #008000">คือ เสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด  บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง  บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน  อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน <span style="color: #333333"><a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>เป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก  ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมากๆ  ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้</span></span></span> </font></p>
<p align="left"><font size="2"> </font></p>
<p><span style="color: #006699"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"></p>
<p align="left"><strong><span style="color: #800000"><font size="2">สาเหตุของ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></font></span></strong></p>
<p><span style="color: #800000"></p>
<ol><span style="color: #333333"></p>
<li>
<p align="left"><font size="2"><img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/migraine3.jpg" align="right" border="0" height="180" hspace="5" width="220" />สาเหตุและกลไก<span style="color: #333333">การเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด  ระยะหลังมานี้มีคณะวิจัยทางด้านจีโนมิกส์ พบว่า ion-transport gene  อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #333333">พบว่าระบบประสาทของผู้ที่เป็น<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a><span style="color: #008000">ไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็น<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>  <span style="color: #333333">เมื่อระบบประสาทมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด  และเส้นประสาทรอบๆ สมอง</span></span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #333333">บางทฤษฎีอธิบายจาก<span style="color: #008000">ความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง <span style="color: #333333">การสื่อกระแสในสมอง  หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองก็ได้</span></span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">หลักฐานข้อมูลทางระบาดวิทยา  เชื่อว่า<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ <span style="color: #333333">แต่จะเกิดอาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระทบ  <a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>เป็นความผิดปรกติในกลุ่มโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย  โดยมีอาการทางระบบประสาทก่อนมีอาการปวดศีรษะ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><span style="color: #008000"><font size="2">เดิมเชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัวเกิดขึ้น </font><span style="color: #333333"><font size="2">หลังจากนั้นร่างกายมีการตอบสนองโดยการทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว  ซึ่งการขยายตัวของหลอดเลือดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด<br />
ศรีษะขึ้น</font></span></span><font size="2"> </font></li>
<p></span></ol>
<p align="left"><strong><span style="color: #800000"><font size="2">ปัจจัยกระตุ้น<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></font></span></strong></p>
<p><span style="color: #800000"></p>
<ol><span style="color: #333333"></p>
<li>
<p align="left"><font size="2"><img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/migraine5.jpg" align="right" border="0" height="120" hspace="5" width="140" />อาหาร <span style="color: #333333">การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา  การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่ใส่ผงชูรส ใส่สารถนอมอาหาร  อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น คาเฟอีน  ช๊อคโกแล็ต ผงชูรส สารไนเตรท สารไทรามีน</span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">การนอนหลับ <span style="color: #333333">การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไปสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้  จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับการขยายและหดตัวของหลอดเลือดในสมอง</span></span>  </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ฮอร์โมน <span style="color: #333333">ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็น<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>มักจะมีอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือน  และความรุนแรงและระยะเวลาในการปวดมักจะมากกว่าหรือการปวดในช่วงอื่น  การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ มักจะทำให้อาการปวด<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>แย่ลง</span></span>  </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">สิ่งแวดล้อม <span style="color: #333333">อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศร้อน ตากแดด  กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์  การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ</span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ความหิว <span style="color: #333333">มีการศึกษาวิจัยพบว่าความหิวเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวด<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>เท่าๆ  กับความวิตกกังวล ความโกรธ และภาวะซึมเศร้า</span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><span style="color: #008000"><font size="2">ความเครียด <span style="color: #333333">ผู้ที่มีความเครียดและไม่สามารถจัดการกับความเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้  จะมีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ได้บ่อยและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เครียด</span></font></span><font size="2"> </font></p>
</li>
<p></span></ol>
<p align="left"><strong><font size="2"><img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/migraine4.jpg" align="left" border="0" height="180" hspace="5" width="220" />อาการของ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></font></strong></p>
<p><span style="color: #006699"><span style="color: #800000"></p>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #006699">อาการปวดศีรษะ</span><span style="color: #333333">ในโรค<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>มีลักษณะสำคัญ คือ <span style="color: #008000">มักมีอาการปวดข้างเดียว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีอาการปวดตื้อๆ อาการปวดมักเป็นมาก ปานกลาง ถึงรุนแรง  และมักเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว <span style="color: #333333">ระยะเวลาของอาการปวดเกิดขึ้นได้แตกต่างกันได้มาก  อาจพบอาการเบื่ออาหารได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนอาการคลื่นไส้พบได้ประมาณร้อยละ 90  ในขณะที่อาการอาเจียนพบในผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3  ภาวะที่ผู้ป่วยไวต่อสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้นก็พบได้เช่นกัน ดังนั้น  ผู้ป่วย<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ส่วนใหญ่มักอยากอยู่ในห้องมีดและเงียบเพราะจะทำให้อาการปวดศ<span lang="th">ีร</span>ษะดีขึ้น</span></span></span></font></p>
<p><span style="color: #006699"><span style="color: #333333"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"></p>
<p align="left"><strong><span style="color: #800000"><font size="2">การวินิจฉัย</font></span></strong></p>
<p><span style="color: #800000"></p>
<p align="left"><span style="color: #006699"><font size="2">การวินิจฉัย<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></font></span><span style="color: #008000"><font size="2">อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ ลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ความรุนแรง<br />
ความถี่ ระยะเวลาที่ปวด </font><span style="color: #333333"><font size="2">บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ อาการชัก  แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ประวัติโรคประจำตัวและประวัติการใช้ยา การตรวจเลือด  หรือการตรวจทางเอ็กซเรย์ช่วยวินิจฉัยแยกโรคในบางกรณี</p>
<p><span style="color: #006699">การที่จะทราบว่า</span></font><span style="color: #333333"><font size="2">อาการปวดหัวเกิดจากสาเหตุใดนั้น  ต้องอาศัยลักษณะต่างๆ ของอาการปวด อาการที่เกิดร่วมด้วย  ความผิดปกติของการทำงานของสมอง หรืออวัยวะต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด  ลักษณะต่างๆ ของอาการปวด ได้แก่ ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด  ลักษณะการดำเนินของอาการปวด มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคทั้งสิ้น นอกจากนี้  อาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น </font><span style="color: #008000"><font size="2">ไข้  ตาแดง ตาโปน น้ำมูกมีกลิ่นเหม็น คลื่นไส้ เวียนหัว  ก็มีความสำคัญเช่นกัน</font><span style="color: #333333"><font size="2"></p>
<p><span style="color: #006699">ความผิดปกติของการทำงานของสมอง</span><span style="color: #333333">หรืออวัยวะต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด เช่น  ความคิดอ่านเชื่องช้า มองเห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เดินเซ  ส่วนปัจจัยกระตุ้นอาการปวด ได้แก่ ความเครียด แสงจ้าๆ อาหารบางชนิด  บางรายอาจพบว่ามีปัจจัยทุเลาอาการปวด เช่น การนอนหลับ การนวดหนังศีรษะ  และยา</span></font></span></span></span></span></span></p>
<p><span style="color: #006699"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"><span style="color: #006699"><span style="color: #333333"><span style="color: #008000"><span style="color: #333333"><span style="color: #006699"><span style="color: #333333"></p>
<p align="left"><strong><span style="color: #800000"><font size="2">การรักษาโรค<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a></font></span></strong></p>
<p><span style="color: #800000"></p>
<ol><span style="color: #333333"></p>
<li>
<p align="left"><font size="2"><strong><img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/migraine6.jpg" align="right" border="0" height="180" hspace="5" width="220" /></strong>วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรค<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ที่สำคัญ <span style="color: #333333">ได้แก่ การบรรเทาอาการปวดศีรษะ  และการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ</span>  </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">การบรรเทาอาการปวดศีรษะอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา <span style="color: #333333">เช่น การนวด การกดจุด การประคบเย็น การประคบร้อน  หรือการนอนหลับ ในรายที่ไม่ได้ผลหรืออาการปวดรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด  ปัจจุบันมียาแก้ปวดที่ได้ผลดีหลายชนิด ยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียงต่างๆ กันไป  ประกอบกับผู้ป่วยแต่ละรายก็ตอบสนองต่อยามาไม่เหมือนกัน  จึงต้องเลือกให้เหมาะสมในแต่ละรายไป  สำหรับยาที่ระงับอาการ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ปัจจุบันนิยมใช้ยาในกลุ่ม ergot alkaloids และ  triptans</span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">การป้องกันไม่ให้เกิด  หรือลดความถี่ <span style="color: #333333">ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั้น  ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือ  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือ  การรับประทานยาป้องกัน<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>  แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2  ครั้งขึ้นไป  หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน</span></span>  </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ยาป้องกัน<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>นั้นมีอยู่หลายชนิด <span style="color: #333333">จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป  แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้  เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่</span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ยาต้านเบต้า <span style="color: #333333">เช่น propanolol, nadol, atenodol, metoprolol และ timolol  ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกัน<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ได้  แต่ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดอาการข้างเคียงทางพฤติกรรมได้ เช่น ง่วงซึม อ่อนล้าง่าย  การนอนหลับผิดปกติ ฝันร้าย ภาวะซึมเศร้า ความจำเลวลง และประสาทหลอน  ยาในกลุ่มนี้จะต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วย<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย</span></span>  </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressant <span style="color: #333333">เช่น amitriptyline  เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการ<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a> อารข้างเคียงของยานี้คือ  รับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ปากแห้ง และง่วงซึม</span></span> </font></p>
</li>
<li>
<p align="left"><font size="2"><span style="color: #008000">ยากันชักบางชนิด <span style="color: #333333">ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่ายากันชักสามารถนำมาใช้ป้องกัน<a href="http://www.tlcthai.com/tlc_search.php?cx=007327819330355073288%3Ajajtznc_rjo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99" target="_blank" title="คลิ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง">ไมเกรน</a>ได้ผลดี  เช่น sodium valproate, toprimate</span></span> </font></p>
<p align="left"><font size="2">อ้างอิงมาจากhttp://www.bangkokhealth.com/neuro_htdoc/neuro_health_detail.asp?Number=9955</font></p>
</li>
<p></span></ol>
<p></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=160</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมตัวเพื่อรับยาเคมีบำบัด</title>
		<link>http://www.dooo-best.com/?p=159</link>
		<comments>http://www.dooo-best.com/?p=159#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 04:45:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dooobest</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dooo-Best]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dooo-best.com/?p=159</guid>
		<description><![CDATA[มะเร็งเป็นโรคหนึ่ง ที่คุกคามมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกระบบของร่างกาย เมื่อเป็นแล้วก็จำเป็นต้องรักษา ซึ่งอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน การให้เคมีบำบัด ก็เป็นวิธีการพื้นฐานหนึ่งที่ใช้กันมาก การให้เคมีบำบัดมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ให้อย่างไร ให้ผลอย่างไร ต้องดูแลและระวังตัวอย่างไร และควรต้องเตรียมตัวอย่างไร อันที่จริงความหมายของยาเคมีบำบัด คือ การให้ยาที่จะไปควบคุม หรือทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งยาจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และโดยทั่วไปเซลล์ปกติของร่างกาย ที่มีการแบ่งตัวมากๆ เช่น เซลล์ของเม็ดเลือด เซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหาร ก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากกว่าเซลล์ชนิดอื่นๆ ผล ข้างเคียงที่เกิดขึ้นที่คล้ายคลึงกันคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ปากอักเสบ โดยอาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา ขนาดของยาที่ให้ สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของผู้รับ ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากบางคนกลัวมาก พอขับรถมาถึงหน้าโรงพยาบาล ยังไม่ทันได้กลิ่นยาด้วยซ้ำไป ก็เริ่มเกิดอาการแล้ว (อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ) ยาเคมีบำบัดโดยทั่วไปมีอยู่สองรูปแบบ คือ ชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเข้ากระแสเลือด สำหรับระยะเวลาในการให้นั้น แล้วแต่ชนิดของโรค และชนิดของยา ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนด เช่น ให้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือเดือนละหนึ่งครั้ง จะให้ไปนานเท่าใดก็แล้วแต่โรค และแล้วแต่ยา บางชนิดถูกกำหนดให้เป็นคอร์ส ประมาณ 6-8 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มะเร็งเป็นโรคหนึ่ง ที่คุกคามมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกระบบของร่างกาย เมื่อเป็นแล้วก็จำเป็นต้องรักษา ซึ่งอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน การให้เคมีบำบัด ก็เป็นวิธีการพื้นฐานหนึ่งที่ใช้กันมาก การให้เคมีบำบัดมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ให้อย่างไร ให้ผลอย่างไร ต้องดูแลและระวังตัวอย่างไร และควรต้องเตรียมตัวอย่างไร</p>
<p>อันที่จริงความหมายของยาเคมีบำบัด คือ การให้ยาที่จะไปควบคุม หรือทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งยาจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และโดยทั่วไปเซลล์ปกติของร่างกาย ที่มีการแบ่งตัวมากๆ เช่น เซลล์ของเม็ดเลือด เซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหาร ก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากกว่าเซลล์ชนิดอื่นๆ ผล ข้างเคียงที่เกิดขึ้นที่คล้ายคลึงกันคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ปากอักเสบ โดยอาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา ขนาดของยาที่ให้ สภาพร่างกายและสภาพจิตใจของผู้รับ ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากบางคนกลัวมาก พอขับรถมาถึงหน้าโรงพยาบาล ยังไม่ทันได้กลิ่นยาด้วยซ้ำไป ก็เริ่มเกิดอาการแล้ว (อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ)</p>
<p>ยาเคมีบำบัดโดยทั่วไปมีอยู่สองรูปแบบ คือ ชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเข้ากระแสเลือด สำหรับระยะเวลาในการให้นั้น แล้วแต่ชนิดของโรค และชนิดของยา ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนด เช่น ให้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือเดือนละหนึ่งครั้ง จะให้ไปนานเท่าใดก็แล้วแต่โรค และแล้วแต่ยา บางชนิดถูกกำหนดให้เป็นคอร์ส ประมาณ 6-8 คอร์ส บางชนิดถูกกำหนดเป็นเวลา เช่น ให้ไป 1-2 ปี บางชนิดให้ไปเรื่อยๆ เพื่อคุมไม่ให้โรคกำเริบ และมีการปรับยาขึ้นลงแล้วแต่ความจำเป็น รายละเอียดแพทย์ผู้ดูแลจะเป็นคนกำหนดครับ หากต้องให้นาน ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ครับ กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งคนข้างเคียงในครอบครัว จะเป็นผู้ที่ให้กำลังใจดีที่สุด</p>
<p>ต้องมีการเตรียมตัวหรือไม่ เมื่อต้องรับยาเคมีบำบัด?</p>
<p>โดยทั่วไปก็คงต้องรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิตให้เข้มแข็ง รับประทานอาหารให้ครบหมู่ เพื่อตุนไว้ตอนร่างกายได้รับยา ซึ่งอาจจะทำให้เพลียและรับประทานไม่ค่อยได้ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ควรเตรียมพร้อมในด้านจิตใจและอารมณ์ ทำใจให้ได้ ความหวาดกลัวจะได้ลดลง อาการข้างเคียงบางอย่างก็จะลดลงไปด้วย ต้องมั่นใจในตัวแพทย์ผู้รักษา าารแพทย์ปัจจุบัน มียาเพื่อใช้ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดได้ดี อาการคลื่นไส้อาเจียนจะลดลงอย่างมาก การที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเม็ดเลือดแดงต่ำ ก็มียากระตุ้น ดังนั้นอย่าวิตกกังวลมากเกินไป ขณะได้รับยาเคมีบำบัด ควรสังเกตอาการต่างๆ ด้วย เช่น ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา มีอาการปวด เจ็บ แดง ร้อน เกิดขึ้นหลังการฉีดหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่ยาซึมออกนอกหลอดเลือด หรือเกิดการอักเสบ ติดเชื้อขึ้น หลังจากได้รับเคมีบำบัด ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อเป็นการช่วยร่างกาย ในการขับสารเคมีออกมาภายนอก และหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อเพิ่มปริมาณยาที่ใช้แก้ไขอาการ</p>
<p>หลายคนที่ต้องรับเคมีบำบัด จะมีความรู้สึกฝังใจหรือกลัวการให้ยา โดยเฉพาะในคอร์สแรก ซึ่งสามารถส่งผลต่อการควบคุม อาการข้างเคียงในคอร์สต่อๆ ไปให้มากขึ้นครับ ส่วนเรื่องของอาหา รควรรับประทานครั้งละไม่มาก แต่ให้บ่อยครั้ง ต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้ว อาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารทะเล ควรงดเนื่องจากเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องเสีย และติดเชื้อทางเดินอาหารได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด และกลิ่นฉุน ควรงดอาหารที่เป็นกระดูกแข็ง และต้องกัด แคะ เนื่องจากมีโอกาสที่จะตำและทำให้เกิดแผลในปากได้ ควรดื่มน้ำอุ่นๆ น้ำส้ม หรือน้ำมะนาว ควรบ้วนปากหลังจากรับประทานอาหารทุกครั้ง ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเจือจาง</p>
<p>การให้ยาเคมีบำบัดโดยทั่วไปแล้ว จะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง เม็ดเลือดขาวต่ำลง เกล็ดเลือดต่ำลง ดังนั้นจะเกิดปัญหาเรื่องการติดเชื้อง่าย และมีเลือดออกผิดปกติ ดังนั้นข้อปฏิบัติระหว่างการได้รับยาคือ ควรดูแลความสะอาดของร่างกายให้ดี ควรหลีกเลี่ยง อย่าใกล้ชิดคนที่เป็นไข้ ไม่สบาย เนื่องจากจะมีโอกาสติดต่อได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ตลาด ศูนย์การค้า ควรรับประทานอาหารที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ ผักสดควรงด อาหารต้องผ่านการปรุง และฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อน ผลไม้ต้องเลือกรับประทานผลไม้ที่มีเปลือก โดยนำมาปอกเปลือกทิ้ง และรับประทานทันที อย่าซื้อผลไม้สำเร็จรูป ที่ปอกเปลือกแล้วมารับประทาน เพื่อลดปัญหาเรื่องการติดเชื้อ หากมีอาการผิดปกติบางอย่าง ต้องรีบไปพบแพทย์ เช่น มีไข้ มีท้องผูกหรือท้องเดิน มีแผลในปากมาก เจ็บคอ ไอ มีอาการหอบเหนื่อย มีเลือดออกง่าย มีจุดหรือจ้ำเลือดเกิดขึ้นตามร่างกาย ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง มีอาการปวดบวมแดงร้อน ที่ตำแหน่งที่ฉีดยาหรือตำแหน่งอื่นๆ และดูแลร่างกายให้ดี พยายามอย่าให้เกิดแผล อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี ฝุ่นและมลพิษน้อยที่สุด อุณหภูมิสบายตัวไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป</p>
<p>อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งตกอกตกใจนะ ครับ ผลข้างเคียงทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เกิดขึ้นในบางคนเท่านั้น และจะมากน้อยต่างกันไป บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ที่นำมาเล่าให้ฟังเพื่อให้รู้นะครับ ไม่น่ากลัวแต่อย่างใด&#8230;</p>
<p><span class="style35">แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dooo-best.com/?feed=rss2&#038;p=159</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

