คุณแปรงฟันแบบนี้หรือเปล่า

 
 เราทุกคนต่างก็แปรงฟันกันทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แล้วทำไมฟันถึงยังผุได้ คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าคุณแปรงฟันอย่างถูกวิธี
บางคนสักแต่ว่าแปรงฟัน ถูๆ ซ้ายทีขวาทีแล้วก็บ้วนปาก บางคนแปรงผิดวิธี แปรงนาน แปรงแรง หรือแปรงบ่อยเกินไป บางคนใช้แปรงสีฟันจนบานหมดสภาพ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดี
ดังนั้น เรามาเรียนรู้วิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันให้เหมาะก่อนค่ะ
# แปรงสีฟัน
แปรงสีฟันที่ใช้ควรมีขนาดพอเหมาะกับช่องปาก แปรงที่ดีจะช่วยให้แปรงฟันได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก สามารถป้องกันการสึกกร่อนและอาการเสียวฟันที่อาจเกิดขึ้นได้ แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่มีความคม จะทำความสะอาดได้ดีกว่าแปรงสีฟันแข็งๆ เพราะการสปริงตัวของขนแปรงที่ดีจะช่วยให้ขนแปรงสามารถซอกซอนเข้าไปตามซอก ซึ่งเป็นที่สะสมของเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องแปรงฟันแรงๆ เพื่อให้ฟันสะอาด
# ยาสีฟัน
แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ จะเป็นส่วนเสริมที่ช่วยในการป้องกันฟันผุได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยลดสภาวะความเป็นกรดในช่องปาก และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน ยาสีฟันสำหรับเด็กจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่ายาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่
เมื่อเลือกอุปกรณ์ในการแปรงฟันได้แล้ว ก็มาถึงวิธีการแปรงฟันให้สะอาดค่ะ

ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะตอนเช้าและก่อนนอน โดยพยายามแปรงช้าๆ ให้ทั่วถึงทุกซี่ ทุกด้าน
คนส่วนใหญ่มักแปรงเข้าไปไม่ถึงฟันกรามซี่ที่อยู่ลึกที่สุดด้านที่ติด กับแก้ม หรือไม่ค่อยพิถีพิถันกับการแปรงฟันด้านในที่ติดกับลิ้นโดยเฉพาะฟันหน้า จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฟันผุได้ง่าย ดังนั้น อาจเริ่มต้นแปรงฟันซี่ที่คุณคิดว่าแปรงได้สะอาดน้อยที่สุด เพื่อเน้นการทำความสะอาดบริเวณนั้นให้ดีที่สุด ก่อนที่จะแปรงซี่อื่นๆ ต่อไป
การแปรงฟันนั้นให้ใช้วิธีขยับและปัด ฟันบนให้ปัดลง ฟันล่างให้ปัดขึ้น โดยวางแปรงเอียง 45 องศากับเหงือก การแปรงโดยใช้วิธีถูไปถูมาตามขวางหรือถูขึ้นๆ ลงๆ นอกจากจะไม่สะอาดเพราะขนแปรงแทรกเข้าไปในร่องเหงือกและซอกฟันได้ไม่ดี แล้วยังอาจทำให้เหงือกร่นหรือฟันสึกได้อีกด้วย […]

ตรวจร่างกายประจำปี จำเป็นแค่ไหน

 
แพทย์มักรณรงค์ให้ตรวจร่างกายประจำปี อาจจะเป็นต้นปี ปลายปี หรือทุกๆ วันเกิด เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเมื่อครบรอบปี เป็นการตรวจคัดกรองหาโรคหรือภาวะบางอย่างที่สามารถรักษาได้ในระยะแรก ซึ่งการรักษาในระยะต้นๆ จะได้ผลดีกว่า และอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ แต่แพทย์ก็แนะนำให้เลือกตรวจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “เท่าที่จำเป็น”

สำหรับคนทั่วไป การตรวจร่างกายประจำปีจะประกอบไปด้วยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ซึ่งจะช่วยประเมินภาวะน้ำหนักเกิน การวัดความดันโลหิตจะช่วยตรวจว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่
การตรวจเลือด จะทำให้ทราบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ช่วยตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง วัดระดับน้ำตาลเพื่อตรวจหาเบาหวาน วัดระดับไขมันในเลือด คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด วัดระดับกรดยูริคซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคเก๊าท์ รวมทั้งตรวจการทำงานของตับและไต
การตรวจปัสสาวะว่ามีภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ และตรวจคัดกรองโรคไตบางชนิด
การตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิในอุจจาระ และตรวจหาภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร หากมีเลือดในอุจจาระควรตรวจว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่
การเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจสภาพปอดและหัวใจ ตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่นๆ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) […]

เกร็ดควรรู้เมื่อไปตรวจสุขภาพ

 เมื่อจะไปตรวจสุขภาพประจำปี เราควรเตรียมตัวและปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะมีผลต่อการตรวจ โดยมีข้อปฏิบัติต่างๆ ดังนี้

- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอนก่อนวันตรวจสุขภาพ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มกาเฟอีนโดยเฉพาะในวันก่อนตรวจ
 
 - งดอาหารและน้ำ 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด หากต้องการตรวจเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่หากต้องการตรวจระดับไขมันในเลือดด้วย อาจต้องงดถึง 12 ชั่วโมง
- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บางกรณีแพทย์จะระบุว่าไม่จำเป็นต้องงดอาหาร
- ควรไปถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป เพราะงดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว
- สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน
- หากต้องตรวจภายในควรสวมกระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน
- หากทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test) ควรสวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เคลื่อนไหวสะดวก
- นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนตรวจวัดความดันโลหิต
- เมื่อเจาะเลือดแล้ว ควรใช้นิ้วมือกดเบาๆ ลงบนพลาสเตอร์ที่ปิดไว้ตรงตำแหน่งที่เจาะ ประมาณ 5 นาที จนกว่าเลือดจะหยุดไหล ไม่จำเป็นต้องพับแขน และไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เป็นรอยช้ำได้
- ผู้ที่มีประวัติเขียวช้ำง่าย หรือเจาะเลือดแล้วเกิดรอยช้ำเสมอ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเลือดหรือโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้ไม่ดี […]