ถุงน้ำของรังไข่ใช่เนื้องอกหรือเปล่า(ovarian cyst)

 

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากวิภาวดี

รัง ไข่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ในอุ้งเชิงกรานอยู่ 2 ข้างซ้ายขวาของมดลูก มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศสตรีและทำให้เกิดมีไข่ตกสลับกันเดือนละ 1 ข้าง โดยการสร้างถุงไข่ที่บรรจุไข่อยู่ภายใน ถุงไข่ที่จะตกไข่จะค่อยๆ โตขึ้นจนประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. ก็แตกออก น้ำในถุงไข่ไหลออกมาพร้อมกับพาไข่ในถุงออกมาด้วย แล้วไข่ก็ถูกท่อนำไข่จับเข้าไปในท่อ

ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น ไข่ก็มีโอกาสจะผสมกับอสุจิเป็นตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวที่มดลูก ถุงไข่ที่แตกและไข่หลุดออกไปแล้วจะเปลี่ยนสภาพเป็นคอร์ปัสลูเตี่ยม (Corpus luteum) มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว คอร์ปัสลูเตียม อาจมีลักษณะเป็นถุงน้ำ หรือเป็นเนื้อสีเหลือง และมักจะหายไปเมื่อถึงรอบเดือนถัดไป

แล้วถุงน้ำรังไข่หมายถึงอะไร

ถุงน้ำรังไข่อาจเกิดจากการทำงานของรังไข่ หรืออาจเกิดจากโรคที่รังไข่ก็ได้

ถ้า เกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ อาจเป็นถุงไข่ที่ไข่ไม่ตกแล้วค้างอยู่นานกว่าปกติ หรือเป็นถุงคอร์ปัสลูเตียมที่อยู่นานกว่าปกติ อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซ.ม. แต่น้อยรายจะถึงขนาด 5-6 ซ.ม. แต่มันจะหายไปเอง ภายใน 1-2 เดือนหลังจากพบ เป็นถุงน้ำรังไข่ที่มักพบบ่อยที่สุด

ถ้าถุงน้ำรังไข่ไม่ได้เกิดจากการคลาดเคลื่อนการทำงานของรังไข่ ก็เกิดได้จากโรค 2 อย่างคือ

1. เนื้องอกของรังไข่ ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง (เป็นส่วนมาก) หรือเป็นมะเร็ง(เป็นส่วนน้อย)

2. เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ หรือรู้จักกันในนาม ถุงน้ำช็อกโกแลต ข้างในถุงเป็นเลือดที่สะสมกันอยู่จนเป็นสีน้ำตาลข้นเหมือนช็อกโกแลต เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นและมีเลือดออกขังอยู่เป็นเวลานานๆ มักเกิดร่วมกับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกรานตำแหน่งอื่น ๆ ซึ่งมักมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย


อาการของถุงน้ำรังไข่
ถุงน้ำรังไข่ส่วน ใหญ่จะเป็นถุงเล็ก ๆ (ไม่เกิน 3-4 ซ.ม.) มักไม่มีอาการอะไรและมักจะหายไปเอง ไม่ใช่เนื้องอกเกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ แต่ถ้ามีอาการบิดที่ขั้ว ถุงแตกหรือมีเลือดออกก็จะทำให้มีอาการปวด ลักษณะปวดเสียด ปวดบิด หรือปวดถ่วงได้ อาจทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

ถ้าถุงน้ำมีขนาดโต ก็อาจจะคลำก้อนได้ในท้อง หรืออาการที่มันเบียดกดอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปวดท้องน้อย ถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือ ถ่ายอุจจาระลำบาก เป็นต้น ถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมะเร็งในระยะแรกๆ ก็อาจไม่มีอาการอะไรเช่นเดียวกัน จะมีอาการเมื่อเป็นมาก คือก้อนโตขึ้นเร็ว มีนำในท้อง(ท้องมาน)เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

การวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดถุงน้ำรังไข่
ถุง น้ำรังไข่โดยส่วนใหญ่ ตรวจพบจากการตรวจเช็คร่างกายโดยการตรวจภายในธรรมดา และเมื่อตรวจร่างกายแล้วแพทย์ก็จะทำการตรวจเพิ่มเติมดูลักษณะว่าถุงน้ำนี้มี ลักษณะเป็นอย่างไร น่าจะเกิดจากโรคอะไร การตรวจเพิ่มเติมที่มักทำกัน ได้แก่

1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจเพิ่มเติมที่ทำได้ง่าย ราคาไม่แพงและให้ข้อมูลที่ดี

2. การทำการเจาะท้องส่องกล้องตรวจ ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นลักษณะของถุงน้ำรังไข่ได้โดยตรง วิธีนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัด

3. การเจาะเลือดดูสารเคมีบางอย่างเพื่อตรวจเบื้องต้นว่าน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่

4. การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI จะได้ข้อมูลชัดเจนกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ มักทำในรายที่ตรวจวิธีอื่นไม่ชัดเจนก่อนจะให้การรักษา เพราะราคาแพง

การรักษาโรคถุงน้ำรังไข่
ถ้า ถุงน้ำไม่โตมาก และไม่มีอาการอะไร แพทย์อาจจะให้ติดตามดูอาการ 1-2 เดือน ถุงน้ำนั้นอาจหายไปเองได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องรักษาอะไร เพราะเป็นจากการทำงานของรังไข่แปรปรวน ถ้าถุงน้ำใหญ่หรือมีอาการ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัด การผ่าตัดวิธีไหนและผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คือ

1. ขนาดและลักษณะของถุงน้ำรังไข่นั้น

2. อายุของผู้ป่วย

3. อาการที่มาพบแพทย์ว่าเป็นมากหรือไม่ เร่งด่วนหรือไม่

4. ความต้องการมีบุตรของผู้ป่วยในอนาคต การผ่าตัดอาจเป็นการเลาะเอาถุงน้ำออกเหลือเนื้อดีของรังไข่ไว้ หรือตัดรังไข่ข้างนั้นออกเลย หรือต้องตัดออกหมดทั้งสองข้าง รวมทั้งตัดมดลูกจะต้องทำแบบไหนไม่สามารถบอกได้ 100% นอกจากหลังจากผ่าตัดเข้าไปแล้วเห็นว่าลักษณะถุงเนื้อเป็นอย่างไร
ปัจจุบันมักใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้องก่อน ถ้าค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่มะเร็ง

สรุป
ถุง Cyst รังไข่ส่วนใหญ่แล้วจะพบขนาดไม่โต พบได้บ่อยขณะวัยเจริญพันธุ์ และมักเป็นชนิดเกิดจากรังไข่ทำงานแปรปรวน แต่เมื่อตรวจพบแล้วก็ไม่ควรวางใจและควรต้องตรวจว่ามันหายไปภายใน 1-2 เดือน หรือ ตรวจเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่ได้เป็นเนื้องอก (โดยเฉพาะมะเร็ง )

ที่มา:http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&id=41

ปวดคอ - ปวดไหล่

ปวดคอ

ลำคอเป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเวลาเข้านอน ลำคอมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จึงมักเป็นจุดอ่อนที่จะเกิดอันตรายกับกระดูกคอได้ง่าย

สาเหตุของอาการปวดคอ

สาเหตุของอาการปวดคอมักเกิดจากอริยาบถที่ผิดสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน อาทิ

  1. นอนคว่ำเป็นประจำ นอนหมอนสูงเกินไป การสลัดคอ สลัดผม หรือใช้คอกับไหล่หนีบโทรศัพท์ เล่นดนตรีที่ จะต้องวางบนบ่าและใช้คอยันไว้
  2. งานที่ต้องเกร็งไหล่ทั้งสองข้าง หรือก้มๆ เงยๆ บ่อย เช่น เย็บผ้า พิมพ์ดีด ใช้คอมพิวเตอร์
  3. นั่งทำงานกับโต๊ะ เก้าอี้ที่ไม่ได้สัดส่วน
  4. การนั่งหลับ หรือนั่งสัปปะหงก
  5. อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของคอทันที เช่น รถชนท้าย ตกจักรยานยนต์ หกล้ม
  6. การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ภาวะข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น

อาการปวดคอ

  1. ปวดเมื่อยต้นคอ คอเคล็ด เอี้ยวคอไม่ถนัด อาจเจ็บเป็นๆ ทายๆ อาจมีอาการตั้งแต่น้อยถึงมากได้
  2. ต่อมาจะมีอาการปวดร้าวลงบ่า ลงแขนและสบัก (สบักจม) มีอาการปวดร้าวที่ปลายแขนศอก บางทีมีอาการคล้ายข้อมือซ้น มืออ่อนแรง หยิบของมักตกบ่อยๆ หรือจับปากกาไม่ค่อยอยู่ อาจเจ็บโคนนิ้วหัวแม่มือ ชาที่นิ้วมือ ข้อมือและแขน
  3. ต่อมาจะเจ็บหัวไหล่เวลานอนตะแคง กล้ามเนื้อและหน้าอกข้างนั้นจะค่อยๆ ลีบลง ไหล่ติด ยกแขนหรือเกาหลังไม่ได้
  4. หากทิ้งไว้จนเป็นมากขึ้นจะปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดทั้งศีรษะ ลมออกหู หายใจไม่เต็มอิ่มอาจมีอาการ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

การรักษาและการป้องกัน

  1. การรักษาด้วยตนเอง
    • ใช้หมอนที่เหมาะสมหนุนบริเวณต้นคอ ไม่หนุนบริเวณศีรษะหรือใช้หมอนที่แข็งหรือสูงเกินไปจนทำให้ศีรษะกระดกขึ้น หมอนหนุนที่ถูกต้องจะรองบริเวณก้านคอ เมื่อนอนหงายกลางหมอนคอจะเป็นรูปสะพานโค้ง และคอจะขนานกับพื้นเวลานอนตะแคง หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกใช้หมอนที่เหมาะสมกับตนเอง เพราะลำคอ รูปศีรษะ และความหนาของลำตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน
    • ไม่ควรนอนคว่ำเป็นประจำเพราะจะทำให้ลำคอบิดผิดท่าและเกิดปวดคอได้
    • ไม่ควรสลัดผมบ่อยๆ (ทรงผมที่ปรกหน้าอาจเป็นสาเหตุของโรคปวดคอได้)
    • ควรใช้โต๊ะทำงานและเก้าอี้ที่ได้สัดส่วนกัน ไม่ต้องก้ม ไม่ทำให้หลังโกง
    • การนั่งรถ ไม่ควรปรับพนักอิงให้เอนเกินไปเพราะลำคอต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา และควรมีที่หนุนที่รองรับ ก้านคอได้พอดี
    • หากทำงานที่ต้องก้มคอเป็นระยะนานๆ เช่น เย็บผ้า เขียนรูป อย่านั่งนานและพยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ
  2. ใช้เครื่องพยุงคอ หรือใช้ม้วนผ้าขนหนูที่หนาและยาวพอที่จะพยุงรับน้ำหนักพันรอบคอไว้เพื่อจำกัดการ เคลื่อนไหวและลดน้ำหนักของศีรษะให้กดลำคอน้อยลง และใส่ให้นานพอให้อาการดีขึ้น
  3. ประคบร้อนหรือประคบเย็น ใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบบริเวณที่ปวด 15 - 20 นาที แล้วทายาแก้ปวดและนวดเบาๆ เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  4. บริหารกล้ามเนื้อคอ เมื่ออาการทุเลา จึงเริ่มบริหารกล้ามเนื้อคอ (ตามรูป)
    การบริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และทุเลาอาการปวด

    การบริหารในท่านี้ควรเริ่มต้นทำที่หน้ากระจก โดยใช้แรงน้อยๆ ก่อน เพื่อให้หน้าตรง เมื่อชำนาญแล้วจึงสามารถบริหารได้ทุกที่ ไม่ว่าในรถหรือที่ทำงานโดยเพิ่มแรงมากขึ้น โดยบริหารวันละ 3 - 4 รอบ

ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ

  • ท่าที่ 1 ใช้กำปั้นยันหน้าผากเหมือนจะให้หงายไปข้างหลัง เกร็งศีรษะสู้กับแรงโดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ

  • ท่าที่ 2 ใช้กำปั้นด้านนิ้วมือกดลงด้านหลังในบริเวณที่ทุยของศีรษะ เกร็งศีรษะสู้โดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ

  • ท่าที่ 3 กำมือและเอาสันมือยันเหนือกกหู (บริเวณทัดดอกไม้) และเกร็งศีรษะสู้ทีละข้าง โดยรักษาระดับศีรษะให้ตั้งตรงอยู่เสมอ

  • ท่าที่ 4 ใช้สันมือบริเวณฐานของหัวแม่มือยันขากรรไกรทีละข้าง แล้วเกร็งหน้าสู้ ไม่ให้หน้าหมุนไป

ท่าบริหารกล้ามเนื้อไหล่

อุปกรณ์ที่ใช้ คือ โต๊ะและเก้าอี้แบบมีพนักพิง และน้ำหนักถ่วง (เริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ ก่อน)

การเตรียมพร้อมก่อนเริ่มบริหาร นั่งตัวตรงหลังพิงพนักเต็มที่ แขนทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ ผูกน้ำหนักถ่วงที่ข้อมือทั้งสองข้าง ในการบริหารแต่ละท่ายกขึ้นนับสิบแล้วพักหนึ่งครั้งโดยค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งจนถึงสิบครั้งทุกท่า แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักที่ข้อมือมากขึ้น ทำซ้ำจนได้พอสมควรจึงเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก

 

  • ท่าที่ 1 : ท่ายกกล้ามเนื้อบ่าด้านบน

นำแขนวางบนโต๊ะ แล้วยกบ่าขึ้นไปหาใบหูคล้ายยักไหล่ แล้วเกร็งไว้นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ

  • ท่าที่ 2 : ท่าแบะไหล่ไปข้างหลัง

ยกแขนจากโต๊ะเล็กน้อย ดึงสบักเข้าหากันโดยดึงหัวไหล่แบะไปข้างหลังแล้วเกร็ง นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ

  • ท่าที่ 3 : ท่าถองศอกไปข้างหลัง

ยกแขนขึ้นจากโต๊ะ ถองศอกไปข้างหลังเกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ

  • ท่าที่ 4 : ท่ายกแขนไปข้างหน้า

นั่งตัวตรง หลังพิงเก้าอี้ เหยียดแขนยกตรงขึ้นไปจนแขนด้านในชิดใบหูเกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ

  • ท่าที่ 5 : ท่ากางแขนออกจากตัว

หงายผ่ามือกางแขนออกขนานกับพื้น ยกแขนเหยียดตรงขึ้นไปจนแขนชิดใบหู โดยหันผ่ามือเข้าหากัน เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ

  • ท่าที่ 6 : ท่าบริหารหน้าอก (ท่าขว้างของ)

วางแขนทั้งสองข้างบนโต๊ะ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นคล้ายหยิบของขึ้นขว้าง เหยียดแขนตรง ค่อยๆ ยกเฉียงขึ้นจนสูง เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วยกแขนอีกข้างหนึ่งทำซ้ำ

ที่มา:http://www.sukumvithospital.com/modules.php?name=News&file=article&sid=27

ปวดคอและไหล่ต้องปฏิบัติตนอย่างไร

สาเหตุ
- กระดูกคอได้รับอันตรายโดยตรงหรือโดยอ้อม
- กล้ามเนื้อคอ ทำงานหนักเกินไป  จากการเปลี่ยนท่าโดยกระทันหัน ความเมื่อยล้า
- โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม

การปฏิบัติตน
๑. ไม่อยู่ในอริยาบทเดียวนานๆ
๒. ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไปไม่หมุนคออย่างเร็ว
๓. หลีกเลี่ยงการก้มๆเงยๆการนอนศรีษะสูง
๔. ไม่นั่งหลังค่อม-สัปหงก  และไม่นั่งหลับขณะรถวิ่ง
๕. โต๊ะทำงานสูงพอกับระดับ มือศอกสูงกว่าระดับโต๊ะเล็กน้อย เก้าอี้มีที่วางเเขน
๖. ลุกและลงนอนใช้ท่านอนตะแคงขึ้น และลงโดยใช้ข้อศอกยันพื้น ไม่ควรนอนคว่ำ
๗. ที่นอนและหมอนแน่นพอดี หมอนกว้างรับส่วนแอ่นของคอในท่านอนหงายและสูงเท่าระดับไหล่
๘. ถ้าปวดรุนแรงให้ใช้น้ำอุ่นประคบ ถ้าไม่ทุเลาไปพบแพทย์
๙. ถ้ามีอาการปวดท้องห้ามเดินทาง ในถนนที่ขรุขระ  มีหลุมบ่อห้ามเล่นกีฬาที่กระทบกระเทือนต่อคอ เช่น กระโดดเชือก แบดมินตัน
๑๐. บริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่สม่ำเสมอ

หลักทั่วไปในการบริหารคอและไหล่
- อย่าหักโหม โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง
- ถ้าปวดมาก ๆ ไปพบแพทย์

อาการปวดคอ และไหล่ เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการที่กล้ามเนื้อคอทำงานมากเกินไป เกิดจากอุบัติเหตุ หรือจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม เหล่านี้มีข้อควรระวัง และท่าบริหารคอและไหล่ เพื่อที่จะได้บรรเทาจากการเจ็บปวด

ท่าบริหารคอและไหล่

ท่าที่ 1 วิธีการปฏิบัติ
1. หมุนศีรษะไปทางขวาช้า ๆ ค้างไว้ 3 นาที
2. หมุนกลับมาหน้าตรง หยุด
3. หมุนศีรษะไปทางซ้ายช้า ๆ ค้างไว้ 3 วินาที
4. ทำ 1 - 3 ซ้ำ 5 - 10 ครั้ง
ท่าที่ 2 วิธีการปฏิบัติ
1. ก้มศีรษะ พยายามให้คางสัมผัสอกหยุดค้างไว้สักครู่
2. เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ไปด้านหลัง เท่าที่จะทำได้
3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 5 ครั้ง
ท่าที่ 3 วิธีการปฏิบัติ
1. วางบนหน้าผาก ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหว ค้างไว้ 10 วินาที
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 4 วิธีการปฏิบัติ
1. ประสานมือบริเวณท้ายทอย ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหวค้างไว้ 10 วินาที
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 5 วิธีการปฏิบัติ
1. วางมือขวาที่ด้านขวาของใบหน้า ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อน ค้างไว้ 10 วินาที
2. พัก แล้วเริ่มทำใหม่ ในด้านซ้าย
3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 3 รอบ
ท่าที่ 6 วิธีการปฏิบัติ
1. เอียงคอไปด้านขวา พยายามให้หูเข้าใกล้ไหล่ หยุดพักสักครู่ เอียงคอกลับในด้านศีรษะตรง
2. เอียงคอไปด้านซ้าย เช่นกัน คิดเป็น 1 รอบ
3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 ครบ 5 รอบ
ท่าที่ 7 วิธีการปฏิบัติ
1. หมุนคอเป็นรูปวงกลมไปด้านขวา 3 รอบ
2. หมุนคอรูปวงกลมไปด้านซ้าย 3 รอบ
3. หยุดพัก คิดเป็น 1 ครั้ง
4. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 3 ครบ 3 ครั้ง
ท่าที่ 8 วิธีการปฏิบัติ
1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น นิ้วมือเกี่ยวกันดึงต้านกัน นับ 1-10 พัก
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 9 วิธีการปฏิบัติ
1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น ฝ่ามือเสมอกัน ออกแรงต้านกัน นับ 1-7
2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง
ท่าที่ 10 วิธีการปฏิบัติ
1. ยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับยกไหล่ขึ้นสูงเท่าที่จะทำได้
2. หายใจออกพร้อมกับลดระดับไหล่ลง
3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 20 ครั้ง
    ท่าบริหารคอและไหล่ทั้ง 10 ท่านี้ ควรเริ่มต้นโดยเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง อย่าหักโหม หากมีอาการปวดมาก ๆ ควรไปพบแพทย์.

ที่มา:ข้อมูล กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า