8 วิธีการนวดคลายเครียด
1. มือซ้ายรองต้นคอ และใช้อุ้งมือขวาวางพาดช่วงหน้าผาก กางนิ้วโป้งและนิ้วชี้กดลงบริเวณคิ้ว จากนั้นให้เลื่อนระดับขึ้นไปอย่างช้า ๆ จนผ่านแนวเส้นผมลึกเข้าไป 1 นิ้ว ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง
2. วางอุ้งมือทั้งสองข้างแนบข้างศีรษะเหนือใบหู และใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้นพร้อมกับการเลื่อนอุ้งมือวนเป็นวงให้อุ้งมือ ข้างหนึ่งเลื่อนไปทางด้านหน้า อีกข้างเลื่อนไปที่กลางกระหม่อม แล้วเลื่อนไปทางศีรษะด้านหลังที่บริเวณท้ายทอยและนวดจนทั่วศีรษะ
3. ใช้ปลายนิ้วนวด โดยเริ่มจากหนังศีรษะด้านข้างทั้งสองด้านพร้อมกันและค่อย ๆ กดไล่ไปทางด้านหน้าทำซ้ำลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง
4. นวดรอบไรผม โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางของแนวผม คือ บริเวณหน้าผากใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงลงไปจนถึงแนวผมข้างขมับต่อไปจนถึงบริเวณ ท้ายทอย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง
5. วางปลายนิ้วตรงกลางกระหม่อม ก่อนนวดวนเป็นวงจากจุดดังกล่าวไปถึงขมับและจากข้างขมับสู่กลางกระหม่อมเช่นเดิม
6. ก้มหน้าลง ใช้อุ้งมือซ้ายรองรับหน้าผากไว้ใช้ปลายนิ้วมือหรืออุ้งมือขวานวดในลักษณะวน เป็นวง จากหลังใบหูผ่านท้ายทอยกระทั่งไปจรดที่หลังใบหูอีกด้านหนึ่งทำซ้ำในลักษณะ เดียวกัน 2-3 ครั้ง
7. ใช้ปลายนิ้วนวดจากกลางกระหม่อมลงสู่ท้ายทอย จากท้ายทอยขึ้นไปที่กระหม่อม และจากต้นคอด้านซ้ายไปถึงบริเวณต้นคอด้านขวา
8. กำเส้นผมด้วยมือ ดึงเบา ๆ อย่างช้าๆ นับจังหวะ 1-3 แล้วจึงปล่อย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกันให้ทั่วศีรษะ (สำหรับผู้ที่รากผมอ่อนแอหลุดร่วงง่ายไม่ควรปฏิบัติในขั้นตอนนี้)
หากคุณผู้อ่านนวดศีรษะตามขั้นตอนข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตการทำงานของปลายเส้นประสาทและเส้นเลือดที่ มีอยู่เป็นจำนวนมากใต้หนังศีรษะ แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาเส้นผมได้มากมาย อาทิ ผมไร้น้ำหนัก ขาดชีวิตชีวา ผมร่วง เป็นต้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์
การขูดมดลูก
การขูดมดลูก คือการใช้เครื่องมือเล็กๆสอดเข้าไปทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรง มดลูก เพื่อขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมาเพื่อการรักษาการวินิจฉัย
ผู้ป่วยอะไรบ้างที่จำเป็นต้องขูดมดลูก
- มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
- การแท้ง การแท้ไม่ครบ การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้
- หาสาเหตุของการมีบุตรยาก
- ขูดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวินิจฉัยโรค
- สงสัยว่ามีความผิดปกติของมดลูก เช่นเนื้องอกมดลูก
- มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน
วิธีการขูดมดลูก
- ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ หรือการวางยาสลบ
- นอนหงาย ขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง
- แพทย์จะตรวจภายใน ใส่เครื่องมือถ่างขยายช่องคลอด เพื่อให้เห็นปากมดลูก
- แพทย์จะขยายปากมดลูกด้วยแท่งโลหะขนาดเล็ก
- ใส่เครื่องมือขูด ซึ่งเป็นห่วงโลหะเล็กๆ มีด้ามจับ ขูดเอาเซลล์บุโพรงมดลูก
- นำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การขูดมดลูกใช้เวลา ประมาณ 15-20 นาที
- หลังขูดมดลูก 1-2 ชั่วโมง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับบ้านได้
ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก ซึ่งพบได้น้อยได้แก่
- การเสียเลือด
- มดลูกทะลุ
- มีการติดเชื้อ
การปฏิบัติตนหลังขูดมดลูก
- หลังขูดมดลูก ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 1-2 วันหลังขูดมดลูก อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงนอน จากยาระงับความรู้สึกที่ได้รับ ไม่ควรทำงานหนักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- หลังขูดมดลูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ในรายที่ดมยาสลบ อาจมีอาการข้างเคียง คลื่นไส้ อาเจียน ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก
- งดเพศสัมพันธ์ อย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- การมีเลือดออกทางช่องคลอด จะมีเลือดออกทางช่องคลอดจากแผลภายในมดลูก ประมาณ 1-7 วัน ปริมาณเลือดจะลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด
- ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ห้ามสวนล้างช่องคลอด เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผลภายในโพรงมดลูก
- อาการปวด อาจมีอาการปวดบ้างจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก ให้รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- มาตรวจตามแพทย์นัด
อาการผิดปกติหลังขูดมดลูกที่ต้องมาพบแพทย์
- มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ ชุ่มผ้าอนามัย ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง
- มีไข้ หนาวสั่น
- ปวดท้องอย่างรุนแรง
- มีตกขาว หรือเลือดที่ออกทางช่องคลอด มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
การตรวจหลังขูดมดลูก
แพทย์จะนัดมาตรวจหลังขูดมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อ
- ประเมินอาการผิดปกติ หลังขูดมดลูก
- แพทย์จะบอกผลการตรวจชิ้นเนื้อ
- ในรายที่แท้งบุตรแพทย์จะตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ และแนะนำการคุมกำเนิด
- ในรายที่ขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยโรค แพทย์จะบอกแนวทางในการรักษาต่อไป
การเตรียมตัวขูดมดลูกในรายที่ต้องดมยาสลบ
- คืนวันก่อนขูดมดลูก ให้งดน้ำและอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง ไม่เกิดการสำลักอาหารขณะดมยาสลบ ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
- ไม่แต่งหน้า ทาปาก ทาเล็บ (ทาแป้งฝุ่นแป้งเด็กได้) เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด ประเมินการเสียเลือดขณะขูดมดลูก
- ไม่ใส่เครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู แหวน สร้อยคอ นาฬิกา เพื่อป้องกันการสูญหาย ในรายที่ใส่ฟันปลอม คอนแทคเลนส์ ให้ถอดก่อนเข้าห้องผ่าตัด
- ควรมีญาติหรือเพื่อนมาด้วย 1 คน เพื่อช่วยดูแลและพากลับบ้าน
- เตรียมผ้าอนามัยสำหรับใส่หลังขูดมดลูก เพราะหลังขูดมดลูกจะมีเลือดออกทางช่องคลอด
- ในรายที่มีโรคประจำตัว ให้ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง
ที่มา:http://www.healthy.freewer.net/index.php/ob-gyn/dilation-curettage.html
โรคมะเร็งเต้านม
โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะ เร็งซ ึ่งอาจจะกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดกับท่อน้ำนม หรือมะเร็งเต้านมที่เกิดกับต่อมน้ำนม มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย ดังนั้นท่านผู้อ่านที่เป็นหญิงหรือชายควรจะตรวจเต้านมตัวเอง
มะเร็งคืออะไร
ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก Tumor ซึ่งแบ่งเป็น Benign และ Malignant
Benign tumor
คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามตัดออกได้และไม่กลับเป็นซ้ำ ไม่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น fibroadenoma, cyst, fibrocystic disease
Malignant tumor
เซลล์จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis
โครงสร้างของเต้านม

เต้านมประกอบด้วยต่อมน้ำนมประมาณ 15-20 lobe ภายใน lobe ประกอบด้วย lobules และมีถุง bulbs ติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะไปเปิดยังหัวนม nipple ภายในเต้านมยังมีหลอดเลือดและน้ำเหลือง [lymph] ซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้[axillary lymph node]
มะเร็งที่พบมากเกิดในท่อน้ำนมเรียก ductal carcinoma เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และอาจไปยังกระดูก ตับ ปอด โดยไปทางหลอดเลือด
หากคลำเต้านมตัวเองจะรู้สึกอย่างไร
ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าเต้านมจะประกอบด้วยต่อมน้ำนม 15-20 lobesดังนั้นเมื่อเราคลำก็จะได้ต่อมน้ำนม นอกจากนั้นลักษณะเต้านมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม อายุ ระหว่างรอบเดือน การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร การใช้ยาคุมกำเนิด วัยหมดประจำเดือน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลักษณะเต้านมมีการเปลี่ยนแปลง ท่านต้องคลำจนเกิดความคุ้นเคยว่าอะไรคือปกติ อะไรคือผิดปกติ
จะรูได้อย่างไรว่ามีก้อนที่เต้านม
หากท่านคลำเต้านมเป็นประจำ ท่านจะทราบได้ว่าเต้านมที่ท่านคลำได้ผิดปกติหรือไม่ เพราะหากก่อนหน้านี้ยังคลำไม่ได้แต่เพิ่งคลำก้อนได้แสดงว่ามีก้อนที่เต้านม
หากคลำได้ก้อนที่เต้านมควรปรึกษาแพทย์แผนกใด
ท่านอาจจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านหรือแพทย์แผนกผ่าตัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญเกี่ยวกับมะเร็ง ซึ่งจะต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง
โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (Risk Factors)
การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก
การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกเป็นวิธีที่ทำให้การรักษาได้ผลดี คุณสุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาดังนี้
- ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้งระยะเวลาเหมาะสมที่จะตรวจคือหลังหมดประจำเดือน
- ตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายู 20 -39 ปี ขึ้นไปโดยตรวจทุก 3 ปี ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีควรตรวจด้วยแพทย์ทุกปี
- ตรวจเต้านมโดย Mammographyซึ่งสามารถตรวจพบก่อนเกิดก้อนได้ 2 ปี
การตรวจ mammography เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก1-2 ปีสำหรับผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี สำหรับคุณผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านี้หรือมีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ว่าจะ ตรวจบ่อยแค่ไหน ผู้ที่ตรวจเต้านมด้วยตัวเองต้องคำนึงถึงเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงขนาด และความตึงตามสภาวะรอบเดือน การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน และการกินยาคุมกำเนิด แม้ว่าจะตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรที่จะได้รับการตรวจด้วยแพทย์หรือ mammography
อาการของมะเร็งเต้านม
มะเร็งในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้
- คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้
- มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม
- มีน้ำไหลออกจากหัวนม หรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม
- ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม
หากพบอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แม้ว่าอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง
การวินิจฉัยก้อนที่เต้านม
การวินิจฉัยหาสาเหตุของก้อน แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับก้อน ประวัติครอบครัว ประวัติสุขภาพทั่วไปหลังจากนั้นแพทย์จะตรวจ
- Palpation แพทย์จะคลำขนาดของก้อน ลักษณะของก้อนแข็งหรือนิ่ม ผิวขรุขระหรือเลียบ ขยับเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โตหรือไม่
- Mammography เป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัย
- Ultrasonography เพื่อแยกว่าก้อนนั้นเป็นของแข็งหรือของเหลว
จากข้อมูลดังกล่าวแพทย์จะตัดสินใจว่าจะวางแผนการรักษา แพทย์บางท่านอาจจะทำการตรวจเพิ่มโดยการตรวจ
- Aspiration ใช้เข็มเจาะดูดเอาน้ำออกและส่งหาเซลล์มะเร็งในกรณีที่ก้อนนั้นเป็นของเหลว
- Needle biopsy การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อส่งพยาธิวิทยาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง
- Surgical biopsy เป็นการผ่าตัดเอาก้อนออก และส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
เมื่อแพทย์ตัดสินใจจะผ่าตัดชิ้นเนื้อออกคุณสุภาพสตรีควรจะถามแพทย์ดังนี้
- คาดว่าผลชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร
- ผ่าตัดนานแค่ไหน ใช้ยาสลบหรือไม่ เจ็บหรือไม่
- เมื่อไรจะทราบผลชิ้นเนื้อ
- ถ้าผลเป็นมะเร็งจะรักษากับใครดี
หากผลชิ้นเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย
โรคที่เป็นสาเหตุของก้อนที่เต้านมชนิดที่ไม่ใช่มะเร็งที่พบบ่อยๆได้แก่
- Fibrocystic change เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดไม่เป็นมะเร็ง ก้อนนี้เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนทำให้มีถุงน้ำ มักจะมีอาการปวดบริเวณก้อนก่อนมีประจำเดือน มักจะเป็นตอนอายุ 30-50 ปีมักจะเป็นสองข้างของเต้านม มีหลายขนาด ตำแหน่งที่พบคือบริเวณรักแร้ ก้อนนี้ขยับไปมาได้ เมื่อวัยทองก้อนนี้จะหายไป หากเป็นโรคนี้ไม่ต้องรักษา
- Fibroadenomas มักจะเกิดในช่วงอายุ 20-40 ปีไม่ปวด ก้อนเคลื่อนไปมา การรักษาผ่าเอาออก
- Traumatic fat necrosis เกิดจากการที่เต้านมได้รับการกระแทกและมีเลือดออกในเต้านม มักเกิดในคนที่มีเต้าโต บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว ไขมันเกิดการอักเสบรวมกันเป็นก้อนซึ่งอาจจะปวดหรือไม่ก็ได้
ก้อนทั้งหมดจะไม่กลายเป็นมะเร็ง
จะทำอย่างไรเมื่อผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง
พยาธิแพทย์จะบอกผลชิ้นเนื้อว่ามะเร็งนั้นอยู่เฉพาะที่ยังไม่แพร่กระจาย [ non invasive ] หรือลุกลาม [ invasive] อาจมีการส่งตรวจพิเศษ โดยการทำ hormone receptor test เพื่อช่วยวางแผนการรักษา
หลังจากทราบผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งยังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์ที่จะปรึกษาแพทย์ถึงแผนการรักษา ท่านควรถามบางคำถามกับแพทย์ของท่าน
- ผลชิ้นเนื้อเป็นชนิดไหน และเป็นระยะไหน
- จะให้พยาธิแพทย์อ่านซ้ำจะได้หรือไม่เพราะอะไร
- โอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายมีมากหรือไม่
- ได้ตรวจ progesterone receptor หรือไม่ผลเป็นอย่างไร
- จะต้องตรวจอย่างอื่นอีกหรือไม่
- จะใช้วิธีไหนรักษา
- ข้อดีของการรักษาแต่ละอย่าง
- ปัจจัยเสี่ยง และผลข้างเคียงของกางรักษาแต่ละอย่าง
- มีการรักษาหรือทดลองใหม่ๆที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหรือไม่
วิธีการรักษา
สมัยก่อนจะทำการรักษาโดยการตัดชิ้นเนื้อตรวจดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่หากเป็น มะเร็งก็ตัดเต้านมออก เพราะเชื่อว่าการรอเวลาจะทำให้มะเร็งแพร่กระจาย แต่จากการศึกษาพบว่าการรักษาที่เหมาะสมจะทำ 2 ขั้นตอนโดยการตัดชิ้นเนือออกไปตรวจเป็นบางส่วนหากผลออกมาเป็นมะเร็งจึงค่อย นัดมาผ่าตัดเต้านมออก
ท่านควรดูแลตัวอย่างไรบ้างหากเกิด Lymphedema
- ยกของหรือกระเป๋าด้วยแขนอีกข้าง
- ระวังผิวไหม้จากแดดเผา
- เจาะเลือด วัดความดันโลหิต หรือให้เคมีบำบัด ที่แขนอีกข้าง
- ห้ามโกนขนรักแร้ ระวังเกิดแผล
- ถ้าเกิดบาดแผลให้รีบล้างและใส่ยาปฏิชีวนะแล้วรีบปรึกษาแพทย์
- ให้สวมถุงมือเวลาทำสวนหรือสัมผัสสารเคมีที่ระคายเคือง
- ห้ามใส่เครื่องประดับแขนข้างขั้น
ก่อนการผ่าตัดควรถามแพทย์ผู้รักษาดังต่อไปนี้
- จะผ่าตัดชนิดไหน
- จะเตรียมตัวผ่าตัดอย่างไร
- จะตัดเต้านมบางส่วนร่วมกับรังสีรักษาได้หรือไม่
- ต้องตัดต่อมน้ำเหลืองด้วยหรือไม่
- จะมีแผลเป็นหรือไม่ แผลน่าเกลียดหรือไม่
- ถ้าจะทำศัลยกรรมตกแต่งจะทำได้หรือไม่
- จะออกกำลังกายได้หรือไม่
- Radiation therapy ใช้รังสีเพื่อฆ่าหรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยทั่วไปให้ 5 วันต่อสัปดาห์ติดต่อกัน 5-6 สัปดาห์ บางครั้งอาจให้รังสีรักษา เคมีบำบัด หรือให้ฮอร์โมนก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง ง่ายต่อการผ่าตัด
ก่อนรับการรักษาด้วยรังสีรักษาคุณควรรู้อะไรบ้าง
- จำเป็นต้องให้รังสีรักษาหรือไม่
- ปัจจัยเสี่ยงหรือผลข้างเคียงของการรักษา
- จะเริ่มรักษา และสิ้นสุดเมื่อไร
- จะมีสภาพอย่างไรขณะรักษา
- จะดูแลตัวเองอย่างไรขณะรักษา
- สภาพเต้านมจะเป็นอย่างไร
- โอกาสจะเป็นมะเร็งอีกครั้งมีหรือไม่
- Chemotherapy เคมีบำบัด ใช้ยาฆ่ามะเร็งอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน มักจะให้ระยะหนึ่งแล้วหยุดจุดประสงค์ของการให้คือ
- เพื่อป้องกันมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด
- ลดขนาดของก้อนมะเร็งก่อนผ่าตัด
- เพื่อควบคุมโรคในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่น
- Hormone therapy ให้ฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจะใช้ในรายที่ให้ผลบวกต่อ estrogen หรือ progesterone receptor
การเลือกวิธีรักษา
การเลือกการรักษาขึ้นกับปัจจัยต่างๆดังนี้
- อายุ
- ภาวะประจำเดือน
- สุขภาพทั่วไป
- ขนาด
- ตำแหน่งของก้อน
- มะเร็งอยู่ในขั้นไหน
การแบ่งความรุนแรงของมะเร็งเต้านม
ผลข้างเคียงของการรักษา
- การผ่าตัด
- เจ็บบริเวณที่ผ่าตัด
- อาจมีการติดเชื้อ หรือแผลหายช้า
- การตัดเต้านมไปข้างหนึ่งอาจทำให้เสียสมดุลทำให้ปวดหลัง คอ
- จะรู้สึกตึงๆหน้าอก แขนข้างที่ผ่าตัดจะมีแรงน้อยลง
- มีอาการชาแขนข้างที่ผ่าตัด
- บวมแขนข้างที่ผ่าตัด
- รังสีรักษา
- อ่อนเพลีย
- ผิวหนังแห้ง แดง เจ็บ คัน
- ก่อนใช้เครื่องสำอางควรปรึกษาแพทย์
- เคมีบำบัด
- ซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำทำให้เหนื่อยง่าย ติดเชื้อง่าย และเลือดออกง่าย
- ผมร่วง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน
- เป็นหมัน
- ฮอร์โมน
ยาจะยับยังไม่ให้ร่างกายใช้ฮอร์โมนแต่ไม่ยับยังการสร้างฮอร์โมนดังนั้นผู้ป่วยจะมีอาการ วูบวาบ ตั้งครรภ์ง่าย คันช่องคลอด น้ำหนักเพิ่ม ตกขาวควรตรวจภายในทุกปีและรายงานแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
การฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัด
การคืนสู่สภาพปกติของร่างกายหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของการผ่าตัด และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย ควรทำกายภาพทันทีหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันข้อหัวไหล่ติดยึดและเพื่อเพิ่มกำลังให้กับแขน สำหรับผู้ป่วยที่แขนบวมหลังผ่าตัดแนะนำให้ยกแขนไว้บนหมอนเวลานอน
มาป้องกันมะเร็งเต้านม
ยังไม่มีวิธีแน่นอนในการป้องกันมะเร็ง คุณสามารถป้องกันมะเร็งด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นสมาคมมะเร็งของอเมริกาแนะนำวิธีป้องกันมะเร็งเต้านมดังนี้
- เปลี่ยนแปลงอาหาร เช่น ลดอาหารเนื้อแดง ลดอาหารมัน งดเกลือ
- เลือกรับประทานอาหารพวก ผักและผลไม้
- ควบคุมน้ำหนักมิให้อ้วน ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4 ชั่วโมงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้
- งดเว้นการสูบบุหรี่ และ แอลกอฮอล์
- ให้เตรียมอาหารและเก็บอาหารอย่างปลอดภัย
ที่มา:http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breastcancer.htm