ถุงน้ำของรังไข่ใช่เนื้องอกหรือเปล่า(ovarian cyst)

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากวิภาวดี
รัง ไข่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ในอุ้งเชิงกรานอยู่ 2 ข้างซ้ายขวาของมดลูก มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศสตรีและทำให้เกิดมีไข่ตกสลับกันเดือนละ 1 ข้าง โดยการสร้างถุงไข่ที่บรรจุไข่อยู่ภายใน ถุงไข่ที่จะตกไข่จะค่อยๆ โตขึ้นจนประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. ก็แตกออก น้ำในถุงไข่ไหลออกมาพร้อมกับพาไข่ในถุงออกมาด้วย แล้วไข่ก็ถูกท่อนำไข่จับเข้าไปในท่อ
ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น ไข่ก็มีโอกาสจะผสมกับอสุจิเป็นตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวที่มดลูก ถุงไข่ที่แตกและไข่หลุดออกไปแล้วจะเปลี่ยนสภาพเป็นคอร์ปัสลูเตี่ยม (Corpus luteum) มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว คอร์ปัสลูเตียม อาจมีลักษณะเป็นถุงน้ำ หรือเป็นเนื้อสีเหลือง และมักจะหายไปเมื่อถึงรอบเดือนถัดไป
แล้วถุงน้ำรังไข่หมายถึงอะไร
ถุงน้ำรังไข่อาจเกิดจากการทำงานของรังไข่ หรืออาจเกิดจากโรคที่รังไข่ก็ได้
ถ้า เกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ อาจเป็นถุงไข่ที่ไข่ไม่ตกแล้วค้างอยู่นานกว่าปกติ หรือเป็นถุงคอร์ปัสลูเตียมที่อยู่นานกว่าปกติ อาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซ.ม. แต่น้อยรายจะถึงขนาด 5-6 ซ.ม. แต่มันจะหายไปเอง ภายใน 1-2 เดือนหลังจากพบ เป็นถุงน้ำรังไข่ที่มักพบบ่อยที่สุด
ถ้าถุงน้ำรังไข่ไม่ได้เกิดจากการคลาดเคลื่อนการทำงานของรังไข่ ก็เกิดได้จากโรค 2 อย่างคือ
1. เนื้องอกของรังไข่ ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง (เป็นส่วนมาก) หรือเป็นมะเร็ง(เป็นส่วนน้อย)
2. เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ หรือรู้จักกันในนาม ถุงน้ำช็อกโกแลต ข้างในถุงเป็นเลือดที่สะสมกันอยู่จนเป็นสีน้ำตาลข้นเหมือนช็อกโกแลต เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นและมีเลือดออกขังอยู่เป็นเวลานานๆ มักเกิดร่วมกับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกรานตำแหน่งอื่น ๆ ซึ่งมักมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย
อาการของถุงน้ำรังไข่
ถุงน้ำรังไข่ส่วน ใหญ่จะเป็นถุงเล็ก ๆ (ไม่เกิน 3-4 ซ.ม.) มักไม่มีอาการอะไรและมักจะหายไปเอง ไม่ใช่เนื้องอกเกิดจากการทำงานแปรปรวนของรังไข่ แต่ถ้ามีอาการบิดที่ขั้ว ถุงแตกหรือมีเลือดออกก็จะทำให้มีอาการปวด ลักษณะปวดเสียด ปวดบิด หรือปวดถ่วงได้ อาจทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
ถ้าถุงน้ำมีขนาดโต ก็อาจจะคลำก้อนได้ในท้อง หรืออาการที่มันเบียดกดอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปวดท้องน้อย ถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือ ถ่ายอุจจาระลำบาก เป็นต้น ถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมะเร็งในระยะแรกๆ ก็อาจไม่มีอาการอะไรเช่นเดียวกัน จะมีอาการเมื่อเป็นมาก คือก้อนโตขึ้นเร็ว มีนำในท้อง(ท้องมาน)เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
การวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดถุงน้ำรังไข่
ถุง น้ำรังไข่โดยส่วนใหญ่ ตรวจพบจากการตรวจเช็คร่างกายโดยการตรวจภายในธรรมดา และเมื่อตรวจร่างกายแล้วแพทย์ก็จะทำการตรวจเพิ่มเติมดูลักษณะว่าถุงน้ำนี้มี ลักษณะเป็นอย่างไร น่าจะเกิดจากโรคอะไร การตรวจเพิ่มเติมที่มักทำกัน ได้แก่
1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจเพิ่มเติมที่ทำได้ง่าย ราคาไม่แพงและให้ข้อมูลที่ดี
2. การทำการเจาะท้องส่องกล้องตรวจ ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นลักษณะของถุงน้ำรังไข่ได้โดยตรง วิธีนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัด
3. การเจาะเลือดดูสารเคมีบางอย่างเพื่อตรวจเบื้องต้นว่าน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่
4. การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI จะได้ข้อมูลชัดเจนกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ มักทำในรายที่ตรวจวิธีอื่นไม่ชัดเจนก่อนจะให้การรักษา เพราะราคาแพง
การรักษาโรคถุงน้ำรังไข่
ถ้า ถุงน้ำไม่โตมาก และไม่มีอาการอะไร แพทย์อาจจะให้ติดตามดูอาการ 1-2 เดือน ถุงน้ำนั้นอาจหายไปเองได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องรักษาอะไร เพราะเป็นจากการทำงานของรังไข่แปรปรวน ถ้าถุงน้ำใหญ่หรือมีอาการ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัด การผ่าตัดวิธีไหนและผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คือ
1. ขนาดและลักษณะของถุงน้ำรังไข่นั้น
2. อายุของผู้ป่วย
3. อาการที่มาพบแพทย์ว่าเป็นมากหรือไม่ เร่งด่วนหรือไม่
4. ความต้องการมีบุตรของผู้ป่วยในอนาคต การผ่าตัดอาจเป็นการเลาะเอาถุงน้ำออกเหลือเนื้อดีของรังไข่ไว้ หรือตัดรังไข่ข้างนั้นออกเลย หรือต้องตัดออกหมดทั้งสองข้าง รวมทั้งตัดมดลูกจะต้องทำแบบไหนไม่สามารถบอกได้ 100% นอกจากหลังจากผ่าตัดเข้าไปแล้วเห็นว่าลักษณะถุงเนื้อเป็นอย่างไร
ปัจจุบันมักใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้องก่อน ถ้าค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่มะเร็ง
สรุป ถุง Cyst รังไข่ส่วนใหญ่แล้วจะพบขนาดไม่โต พบได้บ่อยขณะวัยเจริญพันธุ์ และมักเป็นชนิดเกิดจากรังไข่ทำงานแปรปรวน แต่เมื่อตรวจพบแล้วก็ไม่ควรวางใจและควรต้องตรวจว่ามันหายไปภายใน 1-2 เดือน หรือ ตรวจเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่ได้เป็นเนื้องอก (โดยเฉพาะมะเร็ง )
ที่มา:http://www.vibhavadi.com/fertility/knowledge_detail.php?topic=&id=41
ปวดคอ - ปวดไหล่
ปวดคอ
ลำคอเป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเวลาเข้านอน ลำคอมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จึงมักเป็นจุดอ่อนที่จะเกิดอันตรายกับกระดูกคอได้ง่าย
สาเหตุของอาการปวดคอ
สาเหตุของอาการปวดคอมักเกิดจากอริยาบถที่ผิดสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน อาทิ
- นอนคว่ำเป็นประจำ นอนหมอนสูงเกินไป การสลัดคอ สลัดผม หรือใช้คอกับไหล่หนีบโทรศัพท์ เล่นดนตรีที่ จะต้องวางบนบ่าและใช้คอยันไว้
- งานที่ต้องเกร็งไหล่ทั้งสองข้าง หรือก้มๆ เงยๆ บ่อย เช่น เย็บผ้า พิมพ์ดีด ใช้คอมพิวเตอร์
- นั่งทำงานกับโต๊ะ เก้าอี้ที่ไม่ได้สัดส่วน
- การนั่งหลับ หรือนั่งสัปปะหงก
- อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของคอทันที เช่น รถชนท้าย ตกจักรยานยนต์ หกล้ม
- การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ภาวะข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น
อาการปวดคอ
- ปวดเมื่อยต้นคอ คอเคล็ด เอี้ยวคอไม่ถนัด อาจเจ็บเป็นๆ ทายๆ อาจมีอาการตั้งแต่น้อยถึงมากได้
- ต่อมาจะมีอาการปวดร้าวลงบ่า ลงแขนและสบัก (สบักจม) มีอาการปวดร้าวที่ปลายแขนศอก บางทีมีอาการคล้ายข้อมือซ้น มืออ่อนแรง หยิบของมักตกบ่อยๆ หรือจับปากกาไม่ค่อยอยู่ อาจเจ็บโคนนิ้วหัวแม่มือ ชาที่นิ้วมือ ข้อมือและแขน
- ต่อมาจะเจ็บหัวไหล่เวลานอนตะแคง กล้ามเนื้อและหน้าอกข้างนั้นจะค่อยๆ ลีบลง ไหล่ติด ยกแขนหรือเกาหลังไม่ได้
- หากทิ้งไว้จนเป็นมากขึ้นจะปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดทั้งศีรษะ ลมออกหู หายใจไม่เต็มอิ่มอาจมีอาการ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
การรักษาและการป้องกัน
- การรักษาด้วยตนเอง
- ใช้หมอนที่เหมาะสมหนุนบริเวณต้นคอ ไม่หนุนบริเวณศีรษะหรือใช้หมอนที่แข็งหรือสูงเกินไปจนทำให้ศีรษะกระดกขึ้น หมอนหนุนที่ถูกต้องจะรองบริเวณก้านคอ เมื่อนอนหงายกลางหมอนคอจะเป็นรูปสะพานโค้ง และคอจะขนานกับพื้นเวลานอนตะแคง หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกใช้หมอนที่เหมาะสมกับตนเอง เพราะลำคอ รูปศีรษะ และความหนาของลำตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน
- ไม่ควรนอนคว่ำเป็นประจำเพราะจะทำให้ลำคอบิดผิดท่าและเกิดปวดคอได้
- ไม่ควรสลัดผมบ่อยๆ (ทรงผมที่ปรกหน้าอาจเป็นสาเหตุของโรคปวดคอได้)
- ควรใช้โต๊ะทำงานและเก้าอี้ที่ได้สัดส่วนกัน ไม่ต้องก้ม ไม่ทำให้หลังโกง
- การนั่งรถ ไม่ควรปรับพนักอิงให้เอนเกินไปเพราะลำคอต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา และควรมีที่หนุนที่รองรับ ก้านคอได้พอดี
- หากทำงานที่ต้องก้มคอเป็นระยะนานๆ เช่น เย็บผ้า เขียนรูป อย่านั่งนานและพยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ
- ใช้เครื่องพยุงคอ หรือใช้ม้วนผ้าขนหนูที่หนาและยาวพอที่จะพยุงรับน้ำหนักพันรอบคอไว้เพื่อจำกัดการ เคลื่อนไหวและลดน้ำหนักของศีรษะให้กดลำคอน้อยลง และใส่ให้นานพอให้อาการดีขึ้น
- ประคบร้อนหรือประคบเย็น ใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบบริเวณที่ปวด 15 - 20 นาที แล้วทายาแก้ปวดและนวดเบาๆ เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ
- บริหารกล้ามเนื้อคอ เมื่ออาการทุเลา จึงเริ่มบริหารกล้ามเนื้อคอ (ตามรูป)
การบริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และทุเลาอาการปวดการบริหารในท่านี้ควรเริ่มต้นทำที่หน้ากระจก โดยใช้แรงน้อยๆ ก่อน เพื่อให้หน้าตรง เมื่อชำนาญแล้วจึงสามารถบริหารได้ทุกที่ ไม่ว่าในรถหรือที่ทำงานโดยเพิ่มแรงมากขึ้น โดยบริหารวันละ 3 - 4 รอบ
ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ
- ท่าที่ 1 ใช้กำปั้นยันหน้าผากเหมือนจะให้หงายไปข้างหลัง เกร็งศีรษะสู้กับแรงโดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ

- ท่าที่ 2 ใช้กำปั้นด้านนิ้วมือกดลงด้านหลังในบริเวณที่ทุยของศีรษะ เกร็งศีรษะสู้โดยรักษาระดับให้หน้าตรงอยู่เสมอ

- ท่าที่ 3 กำมือและเอาสันมือยันเหนือกกหู (บริเวณทัดดอกไม้) และเกร็งศีรษะสู้ทีละข้าง โดยรักษาระดับศีรษะให้ตั้งตรงอยู่เสมอ

- ท่าที่ 4 ใช้สันมือบริเวณฐานของหัวแม่มือยันขากรรไกรทีละข้าง แล้วเกร็งหน้าสู้ ไม่ให้หน้าหมุนไป

ท่าบริหารกล้ามเนื้อไหล่
อุปกรณ์ที่ใช้ คือ โต๊ะและเก้าอี้แบบมีพนักพิง และน้ำหนักถ่วง (เริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ ก่อน)
การเตรียมพร้อมก่อนเริ่มบริหาร นั่งตัวตรงหลังพิงพนักเต็มที่ แขนทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ ผูกน้ำหนักถ่วงที่ข้อมือทั้งสองข้าง ในการบริหารแต่ละท่ายกขึ้นนับสิบแล้วพักหนึ่งครั้งโดยค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งจนถึงสิบครั้งทุกท่า แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักที่ข้อมือมากขึ้น ทำซ้ำจนได้พอสมควรจึงเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก
- ท่าที่ 1 : ท่ายกกล้ามเนื้อบ่าด้านบน

นำแขนวางบนโต๊ะ แล้วยกบ่าขึ้นไปหาใบหูคล้ายยักไหล่ แล้วเกร็งไว้นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ
- ท่าที่ 2 : ท่าแบะไหล่ไปข้างหลัง

ยกแขนจากโต๊ะเล็กน้อย ดึงสบักเข้าหากันโดยดึงหัวไหล่แบะไปข้างหลังแล้วเกร็ง นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ
- ท่าที่ 3 : ท่าถองศอกไปข้างหลัง

ยกแขนขึ้นจากโต๊ะ ถองศอกไปข้างหลังเกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ
- ท่าที่ 4 : ท่ายกแขนไปข้างหน้า

นั่งตัวตรง หลังพิงเก้าอี้ เหยียดแขนยกตรงขึ้นไปจนแขนด้านในชิดใบหูเกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ
- ท่าที่ 5 : ท่ากางแขนออกจากตัว

หงายผ่ามือกางแขนออกขนานกับพื้น ยกแขนเหยียดตรงขึ้นไปจนแขนชิดใบหู โดยหันผ่ามือเข้าหากัน เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วทำซ้ำ
- ท่าที่ 6 : ท่าบริหารหน้าอก (ท่าขว้างของ)

วางแขนทั้งสองข้างบนโต๊ะ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นคล้ายหยิบของขึ้นขว้าง เหยียดแขนตรง ค่อยๆ ยกเฉียงขึ้นจนสูง เกร็งไว้ นับ 1 - 10 แล้วยกแขนอีกข้างหนึ่งทำซ้ำ
ที่มา:http://www.sukumvithospital.com/modules.php?name=News&file=article&sid=27
ปวดคอและไหล่ต้องปฏิบัติตนอย่างไร
สาเหตุ
- กระดูกคอได้รับอันตรายโดยตรงหรือโดยอ้อม
- กล้ามเนื้อคอ ทำงานหนักเกินไป จากการเปลี่ยนท่าโดยกระทันหัน ความเมื่อยล้า
- โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม
การปฏิบัติตน
๑. ไม่อยู่ในอริยาบทเดียวนานๆ
๒. ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไปไม่หมุนคออย่างเร็ว
๓. หลีกเลี่ยงการก้มๆเงยๆการนอนศรีษะสูง
๔. ไม่นั่งหลังค่อม-สัปหงก และไม่นั่งหลับขณะรถวิ่ง
๕. โต๊ะทำงานสูงพอกับระดับ มือศอกสูงกว่าระดับโต๊ะเล็กน้อย เก้าอี้มีที่วางเเขน
๖. ลุกและลงนอนใช้ท่านอนตะแคงขึ้น และลงโดยใช้ข้อศอกยันพื้น ไม่ควรนอนคว่ำ
๗. ที่นอนและหมอนแน่นพอดี หมอนกว้างรับส่วนแอ่นของคอในท่านอนหงายและสูงเท่าระดับไหล่
๘. ถ้าปวดรุนแรงให้ใช้น้ำอุ่นประคบ ถ้าไม่ทุเลาไปพบแพทย์
๙. ถ้ามีอาการปวดท้องห้ามเดินทาง ในถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อห้ามเล่นกีฬาที่กระทบกระเทือนต่อคอ เช่น กระโดดเชือก แบดมินตัน
๑๐. บริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่สม่ำเสมอ
หลักทั่วไปในการบริหารคอและไหล่
- อย่าหักโหม โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง
- ถ้าปวดมาก ๆ ไปพบแพทย์
อาการปวดคอ และไหล่ เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการที่กล้ามเนื้อคอทำงานมากเกินไป เกิดจากอุบัติเหตุ หรือจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น กระดูกเสื่อม เหล่านี้มีข้อควรระวัง และท่าบริหารคอและไหล่ เพื่อที่จะได้บรรเทาจากการเจ็บปวด
ท่าบริหารคอและไหล่
ท่าที่ 1 วิธีการปฏิบัติ1. หมุนศีรษะไปทางขวาช้า ๆ ค้างไว้ 3 นาที 2. หมุนกลับมาหน้าตรง หยุด 3. หมุนศีรษะไปทางซ้ายช้า ๆ ค้างไว้ 3 วินาที 4. ทำ 1 - 3 ซ้ำ 5 - 10 ครั้ง |
ท่าที่ 2 วิธีการปฏิบัติ1. ก้มศีรษะ พยายามให้คางสัมผัสอกหยุดค้างไว้สักครู่ 2. เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ไปด้านหลัง เท่าที่จะทำได้ 3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 5 ครั้ง |
ท่าที่ 3 วิธีการปฏิบัติ1. วางบนหน้าผาก ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหว ค้างไว้ 10 วินาที 2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง |
ท่าที่ 4 วิธีการปฏิบัติ1. ประสานมือบริเวณท้ายทอย ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อนไหวค้างไว้ 10 วินาที 2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง |
ท่าที่ 5 วิธีการปฏิบัติ1. วางมือขวาที่ด้านขวาของใบหน้า ผลักศีรษะต้านกับมือ โดยศีรษะไม่เคลื่อน ค้างไว้ 10 วินาที 2. พัก แล้วเริ่มทำใหม่ ในด้านซ้าย 3. ทำ 1 - 2 ซ้ำ 3 รอบ |
ท่าที่ 6 วิธีการปฏิบัติ1. เอียงคอไปด้านขวา พยายามให้หูเข้าใกล้ไหล่ หยุดพักสักครู่ เอียงคอกลับในด้านศีรษะตรง 2. เอียงคอไปด้านซ้าย เช่นกัน คิดเป็น 1 รอบ 3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 ครบ 5 รอบ |
ท่าที่ 7 วิธีการปฏิบัติ1. หมุนคอเป็นรูปวงกลมไปด้านขวา 3 รอบ 2. หมุนคอรูปวงกลมไปด้านซ้าย 3 รอบ 3. หยุดพัก คิดเป็น 1 ครั้ง 4. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 3 ครบ 3 ครั้ง |
ท่าที่ 8 วิธีการปฏิบัติ1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น นิ้วมือเกี่ยวกันดึงต้านกัน นับ 1-10 พัก 2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง |
ท่าที่ 9 วิธีการปฏิบัติ1. ยกแขน 2 ข้างออกนอกลำตัว งอข้อศอกขนานกับพื้น ฝ่ามือเสมอกัน ออกแรงต้านกัน นับ 1-7 2. ทำซ้ำ 3 ครั้ง |
ท่าที่ 10 วิธีการปฏิบัติ1. ยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับยกไหล่ขึ้นสูงเท่าที่จะทำได้ 2. หายใจออกพร้อมกับลดระดับไหล่ลง 3. ทำซ้ำ ข้อ 1 - 2 20 ครั้ง |
- ท่าบริหารคอและไหล่ทั้ง 10 ท่านี้ ควรเริ่มต้นโดยเคลื่อนไหวช้า ๆ และระมัดระวัง อย่าหักโหม หากมีอาการปวดมาก ๆ ควรไปพบแพทย์.
ที่มา:ข้อมูล กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ
วิธีการปฏิบัติ